อาหารดัดแปลงทางพันธุกรรม
(Genetically-modified Food)

แปลจาก

Food under the Microscope ของ BBC News

April 6, 1999

 

Genetically-modified Food หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า GM Food เป็นเหตุให้เกิดประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมกันมากในประเทศอังกฤษ มีความเห็นที่แตกแยกกันอย่างชัดเจน ระหว่างฝ่ายที่เชื่อว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยให้ความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้น กับอีกฝ่ายหนึ่งที่กลัวว่าจะเกิดปรากฏการณ์ให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์ได้รุกล้ำธรรมชาติมากเกินไป

ต่อไปเป็นคำตอบของคำถามหลัก ๆ เกี่ยวกับ Genetically-modified Food ของสถานีวิทยุ BBC โดยมีวัตถุประสงค์ให้เข้าใจง่ายและไม่เป็นวิชาการ

GM Food คืออะไร

GM Food หมายถึงอาหารซึ่งได้จากพืชหรือสัตว์ซึ่งยีนของมันถูกเปลี่ยนแปลงในห้องปฏิบัติการโดยนักวิทยาศาสตร์

พืชและสัตว์ทุกชนิดมียีนเขียนไว้ใน DNA ยีนคือชุดคำสั่ง(ซึ่งบันทึกไว้โดยวิธีทางเคมี)สำหรับการสร้างชีวิตและสำหรับการดำรงชีวิต นักวิทยาศาสตร์สามารถเปลี่ยนลักษณะเฉพาะของพืชและสัตว์โดยการดัดแปลงยีนของมัน

เราอาจต้องการให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ให้สัตว์มีเนื้อมากกว่าเดิม หรือทำให้พืชหรือสัตว์มีความต้านทานโรค วิชาการด้านพันธุวิศวกรรมช่วยให้การตอบสนองความต้องการเหล่านี้มีโอกาสเป็นจริงได้

อย่างไรก็ตาม วิชาการด้านนี้อยู่ในระยะเริ่มต้น มีพืชผลเพียงไม่กี่รายการเท่านั้นที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม สำหรับประเทศอังกฤษ ขณะนี้ยังไม่มีผลิตภัณฑ์อาหารจากสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมจำหน่ายในท้องตลาด

และขณะนี้ ทั่วโลกก็ยังไม่มีการนำพืชซึ่งยีนของมันมียีนจากสัตว์หรือมนุษย์ผสมอยู่ด้วยมาเพาะปลูกเพื่อการค้า

บางคนอาจโต้แย้งว่า เทคโนโลยีใหม่นี้ "ไม่ธรรมชาติ" ขณะที่ผู้อื่นอาจระบุว่า ตามธรรมชาตินั้นมีลักษณะร่วมกันหรือเหมือนกันอยู่แล้วในระหว่างพืชหรือสัตว์ต่างสพีชีสกัน (Species - ชนิด) เช่น แมลงกับหนอน และคนกับลิง ก็มียีนส่วนหนึ่งที่เหมือนกันอยู่แล้ว

เทคโนโลยีนี้แตกต่างจากเดิมอย่างไร?

กสิกรคุ้นเคยกับการถ่ายพันธุ์โดยวิธีการเก่าแก่ที่ทำกันมาเนิ่นนานนับพันปี เช่น ในการเพาะปลูกนั้น ก็จะเลือกใช้เมล็ดจากพืชที่มีลักษณะถูกใจที่สุด

พืชพันธุ์ใหม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการ "ผสมข้ามพันธุ์" (cross-breeding) ระหว่างพืชที่มีสพีชีสใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นที่มาของต้นเรพ (rape) ที่เมล็ดมีน้ำมันมาก และข้าวสาลีที่ให้แป้งเหมาะแก่การทำขนมปัง (bread wheat)

แต่การเกิดขึ้นของสายพันธุ์ใหม่ที่ถูกใจนั้นเหมือนกับการถูกล็อตเตอรี่

นักวิทยาศาสตร์พยายามทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นเร็วกว่าปกติโดยนำพืชทดลองมาแช่ในสารเคมีหรือฉายรังสี ทำให้เกิดยีนผ่าเหล่าขึ้นหลายร้อยยีน ให้พืชพันธุ์ใหม่ ๆ ที่บ้างก็มีประโยชน์ บ้างก็ไม่มีประโยชน์ ส่วนที่ไม่มีประโยชน์จะถูกขจัดทิ้งไป

วิธีการทางพันธุวิศวกรรมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เฉพาะเจาะจงกว่า นักวิทยาศาสตร์สามารถเลือกยีนตัวหนึ่งเพื่อลักษณะอย่างหนึ่ง และย้าย (transfer) จากสายโซ่ DNA ของสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปสู่อีกสายโซ่ DNA ของสิ่งมีชีวิตอีกอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะมีสพีชีสต่างกันก็ตาม

ตัวอย่างผลงานที่เกิดจากวิธีการทางพันธุวิศวกรรมได้แก่มะเขือเทศพันธุ์ FlavrSavr ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท Calgene แห่งสหรัฐอเมริกา ปรกติเมื่อมะเขือเทศสุก ยีนตัวหนึ่งจะเริ่มผลิตสารเคมีอย่างหนึ่งออกมา ทำให้มะเขือเทศนิ่มและเน่าในที่สุด แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ดัดแปลงยีนดังกล่าวให้ "ยุติ" การผลิตสารเคมีนั้น ผลก็คือ มะเขือเทศพันธุ์ FlavrSavr ยืดเวลาการนิ่มออกไป ซึ่งหมายความว่า มันจะติดอยู่บนกิ่งได้นานพอสำหรับการสร้างสมรสชาติให้สมบูรณ์ และมีอายุการเก็บนาน ซึ่งช่วยให้สูญเสียน้อย

GM Food เริ่มมีขึ้นเมื่อไร

ยาสูบเป็นพืชที่ถูกแปลงพันธุกรรม (transgenic plant) เป็นกรณีแรกเมื่อปี พ.ศ. 2526 วัตถุประสงค์เพื่อให้ทนทานต่อสารปฏิชีวนะอย่างหนึ่ง 10 ปีต่อมาจึงได้เกิดพืชดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อการค้าขึ้นเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้แก่มะเขือเทศพันธุ์สุกช้า และอีก 2 ปีหลังจากนั้น (พ.ศ. 2539) มะเขือเทศเข้มข้น (tomato paste) ซึ่งผลิตจากมะเขือเทศพันธุ์ดังกล่าวก็เข้าสู่ตลาดอังกฤษ

ปี พ.ศ.2539 เป็นปีที่สหภาพยุโรปทำการตรวจสอบการนำเข้าและการใช้ถั่วเหลืองของบริษัทมอนซานโตในอาหารคนและสัตว์ ถั่วเหลืองดังกล่าวเป็นพันธุ์ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อให้ทนยาปราบวัชพืช

ปัจจุบันถั่วเหลืองจากสายพันธุ์นี้ พร้อมด้วยข้าวโพดจากพันธุ์ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารมากมาย และเข้าสู่ตลาดอังกฤษแล้ว

เอ็นไซม์ไคโมซิน (chymosin) ซึ่งทำให้น้ำนมจับตัวกันเป็นก้อน ที่เป็นผลพวงจากวิศวพันธุกรรม ปัจจุบันก็ใช้กันในการผลิตเนย

เทคโนโลยีนี้ทำงานอย่างไร?

นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาเทคนิคขึ้นหลายแบบด้วยกันเพื่อนำยีนที่ต้องการใส่ลงในพืช เทคนิคแบบหนึ่งใช้แบคทีเรียในดิน ชื่อ Agrobacterium tumefaciens

แบคทีเรียชนิดนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “วิศวกรพันธุกรรมรายแรก” เนื่องจากมันสามารถแทรกสาย DNA ของมันเข้าในเซลพืชเพื่อให้พืชผลิตสารเคมีที่มันต้องการออกมาเพื่อช่วยให้มันอยู่รอด นักวิทยาศาสตร์ใช้ A. tumefaciens นี้ในการส่งยีนที่ต้องการใส่ลงในพืช

ห้องปฏิบัติการใช้เทคนิคที่เรียกว่า biolistics ด้วยเช่นกัน เทคนิคนี้ใช้ปืนยิงยีนที่ต้องการลงในเซลของพืช, DNA ที่มียีนนั้นอยู่จะถูกติดไว้บนแผ่นทองที่มีขนาดเล็กมาก ถือว่าเป็นโชคที่พืชรับเอา DNA นั้นไปและเริ่มทำงานตามคำสั่งที่อยู่ใน DNA นั้น, ข้าวและข้าวสาลีถูกแปลงทางพันธุกรรมด้วยเทคนิคนี้

ยังมีเทคนิคอีกอย่างหนึ่งที่อาศัยการทำ protoplast ซึ่งหมายถึงเซลของพืชที่ผนังเซลถูกลอกออกไป เพื่อช่วยให้ DNA จากแหล่งอื่นเข้าถึงภายในเซลได้ง่ายขึ้น

ขั้นตอนต่อจากเทคนิคเหล่านี้ เป็นกระบวนการขยายพันธุ์อันน่าทึ่งที่ชาวสวนทราบกันดีว่า พืชหลายชนิดสามารถเพาะขึ้นจากเซล ๆ เดียวหรือจากเนื้อเยื่อชิ้นเล็ก ๆ ได้ ด้วยวิธีการนี้ พืชที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมจึงเพิ่มจำนวนขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

ทำไมบางคนจึงคิดว่าเทคโนโลยีนี้มีอันตรายต่อสุขภาพ?

นักวิเคราะห์โต้แย้งว่า เรามีความรู้เกี่ยวกับการทำงานของยีนและผลกระทบของมันไม่เพียงพอที่จะแน่ใจได้ว่าภายหลังจากการดัดแปลงพันธุกรรมแล้วจะเกิดอะไรตามออกมาบ้าง พวกเขากังวลว่า การดัดแปลงจะเป็นการนำทางไปสู่การเกิดสารบางอย่างที่เป็นพิษหรือเป็นการกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ได้

ผู้ต่อต้านการดัดแปลงทางพันธุกรรมตำหนิการนำ DNA จากไวรัสหรือจากแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในพืชมาใช้ในการดัดแปลงพันธุกรรม พวกเขากังวลว่าการทำเช่นนี้อาจจะเป็นชนวนให้เกิดเชื้อโรคใหม่ได้ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง

พวกเขาเพ่งเล็งไปที่การใส่ยีนที่สามารถต้านสารปฏิชีวนะลงในพืช ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กำลังทดสอบและดูผลว่ายีนดังกล่าวเข้ากันได้ดีกับยีนของพืชหรือไม่ ผู้ต่อต้านอ้างว่า ยีนที่สามารถต้านสารปฏิชีวนะเมื่ออยู่ในพืชนั้นสามารถผ่านเข้าไปในเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคได้ และเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เราจะไม่มียาที่สามารถปราบเชื้อโรคได้อีก

นักพันธุวิศวกรรมตอบข้อโต้แย้งอย่างไร?

นักพันธุวิศวกรรมกล่าวว่า ยังไม่มีหลักฐานอันชัดเจนที่แสดงว่าอาหารดัดแปลงทางพันธุกรรมที่ขายอยู่ในอังกฤษได้ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วย

พวกเขายกประเด็นขึ้นมาว่า มีอาหารธรรมดาหลายชนิดที่วางตลาดทีหลังอาหารแปลงพันธุกรรม วัตถุดิบต่าง ๆ ของอาหารเหล่านั้นผ่านกรรมวิธีกำจัดสารพิษหรือสารไม่พึงประสงค์ออกไป แต่กฎหมายกลับมาควบคุมอย่างเข้มงวดเฉพาะอาหารดัดแปลงทางพันธุกรรม มากกว่าอาหารธรรมดาเหล่านั้นหลายเท่า

พวกเขายอมรับว่า การดัดแปลงทางพันธุกรรมอาจเป็นการสร้างสารที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ (allergens) แต่การเพาะพันธุ์พืชแบบธรรมดาก็สามารถก่อผลเช่นนี้ได้เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีใหม่นี้เป็นโอกาสทางวิศวกรรมในการแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหาร

การใช้ DNA ของไวรัสและแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในพืชมีความเสี่ยงน้อย เพราะว่าคนเราย่อมไม่ใช่พืช โดยธรรมชาติพืชเช่นกะหล่ำดอกจะติดเชื้อไวรัสอยู่ชนิดหนึ่ง ซึ่งถูกนำมาใช้ในห้องปฏิบัติการในทางพันธุวิศกรรม และคนเราก็รับประทานกะหล่ำดอกกันมากมายโดยไม่เจ็บป่วย

ยิ่งกว่านั้น การดัดแปลงพันธุกรรมยังช่วยให้เราสามารถปรับปรุงรสชาติ ปรับปรุงเนื้อสัมผัส และอายุการเก็บพร้อมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ เราสามารถเพิ่มปริมาณของวิตามินในผักและผลไม้ พร้อมทั้งสารต้านมะเร็ง และลดโอกาสการบริโภคน้ำมันและไขมันที่ไม่เหมาะสมต่อสุขภาพ

นักชีววิศวกรรม (Bioengineer) ได้บัญญัติคำใหม่เพื่อใช้เรียกพืชที่ถูกเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมเพื่อให้มีคุณสมบัติเป็นยาว่า “nutraceuticals”

แล้วเราจะไว้ใจอาหารที่เรารับประทานได้ไหม?

ผลิตภัณฑ์อาหารทั้งหมด ไม่ว่าจะใหม่หรือเก่า อยู่ภายใต้ตัวบทกฎหมายเดียวกันหมด เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและการบริโภค

กฎหมายได้กำหนดมาตรฐานหรือมาตรการขั้นต่ำขึ้น และกำหนดวิธีการทดสอบเพื่อขจัดปัญหาเสียก่อนที่ผลิตภัณฑ์จะออกวางตลาด หากเรารับประทานอาหารแล้วเกิดล้มป่วย โดยปรกติก็เป็นเพราะมีความบกพร่องในสายงานการผลิต

อย่าลืมว่าเราในฐานะผู้บริโภคก็มีส่วนในความรับผิดชอบ เหตุผลหนึ่งที่เกิดกรณีอาหารเป็นพิษเกิดขึ้นมากมายในสองสามปีมานี้ ก็เพราะผู้บริโภคเก็บอาหารและเตรียมอาหารในบ้านตัวเองไม่ถูกต้อง

พืชแปลงทางพันธุกรรมเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอย่างไร?

กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเกรงว่า ยีนที่ถูกนำมาใส่ไว้ในพืชผลจะ “เล็ดลอด” และถ่ายทอดไปยังพืชผลสพีชีสอื่น แล้วให้ผลในทางตรงกันข้าม

กล่าวโดยเจาะจงแล้ว นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหวั่นวิตกต่อยีนที่สามารถต่อต้านยาปราบวัชพืชและยีนที่สามารถต่อต้านแมลง พวกเขาเชื่อว่า การเล็ดลอดของยีนเหล่านี้อาจก่อให้เกิดวัชพืชที่เป็น Superweed หรือ ‘สุดยอดวัชพืช’ ขึ้นได้ และเชื่อว่าการที่ห่วงโซ่อาหาร (food chain) ขาดหายไป (เนื่องจากวัชพืชและแมลงขาดอาหารจนอยู่ไม่ได้) จะทำให้แมลงและนกที่เราคุ้นเคยสูญพันธุ์ไปด้วย

นักอนุรักษ์ฯกล่าวหาบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจไบโอเทคว่า กำลังพยายามผูกมัดเกษตรกรให้ซื้อผลิตภัณฑ์ของตน โดยให้เกษตรกรมีทางเลือกน้อยที่สุด คือต้องซื้อทั้งเมล็ดพันธุ์พืชแปลงพันธุกรรมและเคมีภัณฑ์ที่กำหนดให้ใช้คู่กันโดยบริษัทเองเท่านั้น เพื่อให้การเพาะปลูกได้ผลดีที่สุด

ปัญหาทางชีวภาพที่ขัดแย้งกันอยู่นี้จะถูกทดสอบโดยตรงโดยการทำแปลงทดลองขนาดใหญ่ปลูกพืชแปลงพันธุกรรมขึ้นในอังกฤษ อาจมีการอ้างว่า พื้นที่สำหรับการเกษตรในชนบทของอังกฤษเป็นพื้นที่เสียมานานแล้วอันเนื่องมาจากการทำการเกษตรแผนใหม่แบบเร่งผลผลิตได้ทำลายความสมดุลย์ทางธรรมชาติไป คำถามคือเทคโนโลยีใหม่นี้จะทำให้ปัญหาเลวลงไปกว่าเดิมหรือไม่

นักชีววิศวกรรมอาจโต้แย้งว่า เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมอาจช่วยให้สภาพธรรมชาติดีขึ้น พืชดัดแปลงพันธุกรรมต้องการสารเคมีแค่สองสามชนิดซึ่งเป็นพิษน้อย สลายตัวในดินได้เร็ว และติดแน่นอยู่กับดินมากกว่าที่จะถูกชะล้างออกไปกับน้ำแล้วไหลลงแม่น้ำ นอกจากนี้แล้ว ยังได้ผลผลิตสูงกว่า จึงเป็นการผ่อนคลายความกังวลเรื่องพื้นดินเสียจนไม่สามารถเพาะปลูกไปด้วย

ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังค้นคว้าด้วยเช่นกันว่าจะสามารถดัดแปลงทางพันธุกรรมเพื่อให้พืชผลิตพลาสติกและเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuels) ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมดีกว่าที่ผลิตจากปิโตรเลียมได้หรือไม่

จะทราบได้อย่างไรว่าเรากำลังรับประทานอะไรอยู่

รัฐบาลอังกฤษกำลังพยายามร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมทำฉลากอาหารให้ดีกว่าเดิม เพื่อผู้บริโภคจะได้รับทราบข้อมูลอย่างถูกต้องว่า กำลังจะซื้ออะไรไปรับประทาน ไม่ว่าจะซื้อจากซุปเปอร์มาเก็ตหรือในร้านอาหารก็ตาม

ตามระเบียบปัจจุบันของรัฐ อาหารดัดแปลงพันธุกรรมจะต้องมีฉลากระบุไว้ ยกเว้นแต่ว่า อาหารนั้นไม่มีโปรตีนหรือ DNA ที่เป็นผลผลิตจากการดัดแปลงทางพันธุกรรมผสมอยู่ด้วย

กล่าวให้ชัดเจนขึ้น ข้อนี้หมายความว่า ถ้าพืชผลนั้นผ่านการดัดแปลงมาแล้วเพื่อให้องค์ประกอบทางอาหาร เช่น แป้ง หรือ น้ำมัน เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อาหารนั้นจะต้องมีฉลาก ซึ่งอันที่จริง DNA หรือโปรตีนเหล่านั้น ย่อมจะมีอยู่ในอาหารด้วยเช่นกัน

ถ้าหากพืชถูกดัดแปลงให้ป้องกันตัวมันเองจากแมลง แต่ไม่มี DNA ที่ถูกดัดแปลงปนมาถึงแป้งหรือน้ำมันที่สะกัดออกมาจากพืชนั้น อาหารนั้นก็ไม่จำเป็นต้องติดฉลาก

จากตัวอย่างข้างต้น แป้งหรือน้ำมันจะมีความเหมือนกันทางเคมีกับผลิตผลที่ได้จากพืชชนิดนั้นในสายพันธ์ปรกติ กรณีนี้เป็นแนวความคิดที่เรียกว่า "substantial equivalence"

ในการติดฉลากอาหารดัดแปลงทางพันธุกรรมน่าจะเป็นที่พอใจของผู้โต้แย้งที่ต้องการทางเลือกซึ่งมีพื้นฐานมาจากความห่วงกังวลในสุขภาพ อย่างไรก็ตาม แนวความคิดในเรื่อง substantial equivalence เป็นสิ่งแสดงว่าข้อบังคับนั้นยังไม่เป็นที่พอใจของผู้โต้แย้งที่มีพื้นฐานมาจากความเชื่อทางศาสนา

พวกเขายังคงปฏิเสธทางเลือกนี้เพราะยังมีอาหารบางอย่างวางขายอยู่โดยไม่มีฉลาก ทั้งที่บางขั้นตอนในการผลิตได้เกี่ยวข้องกับการวัตถุดิบดัดแปลงทางพันธุกรรม

นอกจากนี้ คำอ้างที่ว่า วิธีการทดสอบหา DNA หรือโปรตีน “ต่างด้าว” ที่ใส่เข้าไปใหม่นั้น ได้ผลสมบูรณ์แบบ - นักวิทยาศาสตร์บางคนบอกว่า ไม่จริง

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมซุปเปอร์มาเก็ตต่างพากันซื้อของจากผู้ขายที่สามารถรับประกันแหล่งที่มาและรับประกันความบริสุทธิ์ของวัตถุดิบได้

GM Food เพาะปลูกกันที่ไหน?

ในอังกฤษมีการทดลองปลูกพืชผลผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมในขนาดเล็กกว่า 500 แห่ง แต่ GM Food ที่กำลังวางขายอยู่ในอังกฤษนี้ โดยมากเพาะปลูกในสหรัฐอเมริกา

ใครควบคุมความปลอดภัยของ GM Food?

มีคำสั่งของสหภาพยุโรปคลอบคลุมถึงเรื่องที่ทราบกันทั่วไปแล้ว คือ genetically-modified organisms หรือ GMOs (สิ่งมีชีวิตหรือร่างของสิ่งมีชีวิตที่ผ่านการตัดต่อทางพันธุกรรม) ในอังกฤษมีคณะกรรมการอยู่ 2 คณะที่ให้คำแนะนำแก่รัฐบาล ประกอบด้วยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรม คณะที่หนึ่งได้แก่ The Advisory Committee on Releases into the Environment (ACRE) ซึ่งมีนักสิ่งแวดล้อมอยู่ในกลุ่มด้วย คณะที่สองได้แก่ The Advisory Committee on Novel Foods and Processes (ACNFP) ซึ่งมีตัวแทนจากกลุ่มผู้บริโภคและนักจริยศาสตร์รวมอยู่ด้วย

หน่วยงานอื่นที่มีบทบาทด้วยได้แก่ The Committee on Toxicity in Food, Consumer Products and the Environment (COT), The Food Advisory Committee (FAC) และ The Health and Safety Executive (HSE) บริษัทที่ต้องการนำเข้า GM Food เพื่อจำหน่ายจะต้องทำเรื่องผ่านคณะกรรมการมากมายหลายคณะและใช้เวลาหลายปี

รัฐบาลอังกฤษได้สัญญาว่าจะจัดตั้ง สำนักงานมาตรฐานอาหาร Food Standards Agency ขึ้นด้วยเช่นกัน