Charpa Techcenter


ผลิตภัณฑ์จากข้าว

 

อาจารย์งามชื่น  คงเสรี
นักวิชาการเกษตร 8ว.
(ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว)
กรมวิชาการเกษตร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

แม้ไทยจะส่งออกข้าวปริมาณมาก แต่ในการส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวนั้นกลับมีเพียงเล็กน้อย ดังสถิติการส่งออก ในปี พ.ศ. 2541 ไทยส่งออกข้าวรวม 6,540,235 ตัน แต่ส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวเพียง 117,117 ตัน คิดเป็น 1.8% ของปริมาณส่งออกข้าวเป็นหลักและนำรายได้เข้าประเทศ 2,630 ล้านบาท หรือเป็น 3.0% ของมูลค่าข้าวส่งออก (ส่งออกข้าวรวมมีมูลค่า 86,805 ล้านบาท) ดังในตารางที่ 9 ผลิตภัณฑ์ข้าวส่งออกได้แก่ แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวอื่นๆ และผลิตภัณฑ์เส้น เช่น เส้นหมี่และก๋วยเตี๋ยว แม้ว่าปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่จะมีเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการส่งออกข้าว แต่เมื่อคำนวณเป็นราคาต่อตันพบว่า ผลิตภัณฑ์ข้าวมีราคาสูงกว่าข้าวอย่างเด่นชัด โดยมีราคา 22,460 บาท/ตัน ในขณะที่ราคาข้าวมี 13,270 บาท/ตัน แม้ในกลุ่มข้าวคุณภาพดีก็ยังคงมีราคาต่ำกว่าราคาผลิตภัณฑ์ ดังนั้นหากสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ย่อมเป็นการเพิ่มมูลค่าของข้าวให้สูงขึ้น และหากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้รับการส่งเสริมเพื่อการส่งออก ย่อมจะช่วยในการนำเข้าเงินตราต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้การพัฒนาการเกษตรของประเทศจึงมีทิศทางหนึ่งในการสนับสนุนการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น บทความนี้จึงขอกล่าวถึงผลิตภัณฑ์ข้าวบางส่วนที่มีในปัจจุบัน และที่มีศักย-ภาพที่จะพัฒนาขึ้นในอนาคตต่อไป

ตารางที่ 9 ปริมาณและมูลค่าการส่งออกข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าว ในปี พ.ศ. 2541

 

ปริมาณ (ตัน)

มูลค่า (ล้านบาท)

ราคา/ตัน (บาท)

ข้าว (รวม)

6,540,235

86,805.347

13,270

ข้าวขาว 100%-5%

2,480,947

42,073.410

16,960

ข้าวขาว 10%-25%

2,217,870

23,528.756

10,610

ข้าวขาว 35%-ปลายข้าว

627,861

5,596.332

8,910

ข้าวเหนียว

153,510

2,454.828

15,990

ข้าวกล้อง

131,367

2,159.588

16,440

ข้าวนึ่ง

922,309

10,940.045

11,860

ผลิตภัณฑ์ข้าว (รวม)

117,117

2,630.733

22,460

แป้งข้าวเจ้า

20,194

396.080

19,610

แป้งข้าวเหนียว

58,838

1,292,351

21,960

แป้งข้าวอื่น ๆ

174

6.316

36,300

เส้นหมี่-ก๋วยเตี๋ยว

37,911

939.986

24,790

แหล่งข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจเกษตร.

 

เนื่องจากเมล็ดข้าวไทยมีคุณสมบัติของแป้งแตกต่างกันตั้งแต่ข้าวเหนียว ข้าวเจ้าอมิโลสต่ำ-สูง ดังนั้นการแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์จึงมีหลากหลาย ผลิตภัณฑ์ในระดับอุตสาหกรรมสามารถพัฒนาจากข้าวที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่

 

1. การทำข้าวนึ่ง (parboiling)

การผลิตข้าวนึ่งต้องทำการแช่เมล็ดข้าวเปลือกเพื่อเพิ่มความชื้นในเมล็ดก่อนนึ่ง ซึ่งวิตามินและเกลือแร่บางส่วนละลายน้ำแล้วแทรกเข้าไป

 

ภาพที่ 1 แผนภูมิพื้นฐานแสดงขบวนการทำข้าวนึ่ง

 

ภายในเมล็ดและคงอยู่ในเมล็ดถึงแม้ผิวนอกถูกขัดออกไป นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงวิธีการผลิต เพื่อช่วยเพิ่มหรือถนอมสารอาหารเหล่านี้ คนไทยจะไม่นิยมบริโภคข้าวนึ่ง การผลิตข้าวนึ่งมุ่งเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะข้าวที่นิยมนำมาทำข้าวนึ่ง คือ ข้าวที่เปียกน้ำ เช่น ข้าวนาปรัง หรือข้าวขึ้นน้ำที่มีคุณภาพการสีต่ำ ขบวนการผลิตข้าวนึ่งมีหลักการโดยย่อดังภาพที่ 1 ระบบการทำข้าวนึ่งได้มีการปรับปรุงจนพัฒนาค่อนข้างรวดเร็ว ในปัจจุบันระบบการทำข้าวนึ่งสามารถลดเวลาลงโดยแช่ข้าวเปลือกในน้ำร้อนและนึ่งในระบบเพิ่มความดันทำให้ข้าวนึ่งมีคุณภาพดีขึ้น ไม่มีกลิ่นและควบคุมความเข้มของสีตามความต้องการของตลาดผู้ซื้อ ข้าวนึ่งของไทยมีคุณภาพใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกา การที่แป้งในเมล็ดข้าวเป็นแป้งสุกและทำให้แห้งก่อนสี ดังนั้นเมื่อนำไปหุงต้ม ข้าวสุกจะร่วนไม่เกาะติดกันเลย ข้าวนึ่งนี้แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวชนิดหนึ่ง แต่การบริโภคเป็นเช่นเดียวกับการบริโภคข้าวขาว คือ นำเมล็ดข้าวมาหุงต้มและบริโภคกับอาหารหรือกับข้าวอื่น หรืออาจนำมาทำข้าวปรุงรส ดังนั้นการส่งออกยังคงนับข้าวนึ่งเป็นสินค้าข้าวชนิดหนึ่ง

 

2. แป้งข้าว (rice flour)

มีทั้งชนิดแป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียว วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตคือ ข้าวหักหรือปลายข้าว กรรมวิธีการผลิตมี 3 วิธี คือ วิธีโม่แห้ง วิธีโม่น้ำและวิธีผสม ซึ่งมีขบวนการผลิตดังแสดงในภาพที่ แป้งที่ได้จากการโม่แห้งจะมีคุณภาพต่ำ เพราะเม็ดแป้งค่อนข้างหยาบและมีสิ่งเจือปนสูง อายุการเก็บรักษาสั้น เพราะเกิดกลิ่นหืนและถูกทำลายจากแมลงได้ง่าย สำหรับวิธีการโม่น้ำเป็นวิธีการผลิตแป้งข้าวในปัจจุบัน แป้งมีคุณภาพดี มีความละเอียดและสิ่งเจือปนน้อย เทคโนโลยีการผลิตแป้งโดยวิธีการโม่น้ำได้รับการพัฒนามาช้านาน ซึ่งพันธุ์ข้าวไทยดั้งเดิมส่วนใหญ่มีอมิโลสสูง ดังนั้น การผลิตแป้งในปัจจุบันยังคงมุ่งเน้นแป้งข้าวเจ้าชนิดอมิโลสสูง การผลิตแป้งข้าววิธีผสม เป็นการโม่แป้งจากข้าวที่แช่น้ำและอบแห้งด้วยความร้อนก่อนโม่เป็นแป้ง แป้งชนิดนี้เป็นแป้งคุณภาพสูงและนำไปใช้ทำขนมเฉพาะอย่าง เช่น ขนมโก๋จากแป้งข้าวเหนียว ดังแผนภูมิขบวนการผลิตในภาพที่ 2

 

ภาพที่ 2 แผนภูมิแสดงกรรมวิธีผลิตแป้ง

 

3. ผลิตภัณฑ์เส้นและแผ่น

ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ได้แก่ ก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่ และขนมจีน ปัจจุบันมีการใช้ข้าวสำหรับแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เหล่านี้เพื่อบริโภคภายในและส่งออก ประมาณ 300,000 ตันต่อปี ข้าวที่เหมาะสมเป็นข้าวที่มีอมิโลสไม่ต่ำกว่า 27% และควรเป็นข้าวเก่า 3-4 เดือน นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบประเภทเดียวกัน เช่น แป้งแผ่นหรือใบเมี่ยง เทคโนโลยีในการผลิตอาหารเหล่านี้มีหลักการใกล้เคียงกัน แต่มีความละเอียดอ่อนบางส่วนแตกต่างกัน ดังแสดงในภาพที่ 3

 

 

ภาพที่ 3 แผนภูมิแสดงกรรมวิธีการทำผลิตภัณฑ์เส้นและแผ่น

 

การนำแป้งข้าวทดแทนแป้งสาลีในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

(1) ขนมปัง แป้งข้าวเจ้าผสมแป้งข้าวเหนียวในอัตราส่วน 1:1 สามารถทดแทนแป้งสาลีได้ 10-30% ในผลิตภัณฑ์ขนมปังแซนด์วิชโดยเติมสารปรับปรุงคุณภาพแป้ง คือ โปรตีนกลูเตน 12%, Distilled monoglyceride (MGL) 0.3%, Diacetyl tartrate ester of monoglyceride (DATEM) 0.3%, Sodium stearyl lactylate (SSL) 0.3%, เอนไซม์ แอลฟาอะมิเลส 0.005%

การผลิตขนมปังแป้งข้าวล้วนควรใช้แป้งข้าวชนิดอมิโลสต่ำที่ได้จากการโม่แห้งให้มีความละเอียด 120-140 เมซ และปรับปรุงคุณภาพของแป้งโดยเติม hydroxyproply methyl cellulose (HPMC) 2.5-3.0% และควรผลิตเฉพาะขนมปังก้อนเล็ก

(2)  ผลิตภัณฑ์เส้น แป้งข้าวชนิดอมิโลสสูงและปานกลางสามารถทดแทนแป้งสาลีในการผลิตมะหมี่และมี่สั๋ว ได้ 35-40% โดยเติมแป้งมันสัมปะหลังดัดแปรชนิด high csosslinked หรือ low crosslink 5-10% หรือแป้งพรีเจลลาติไนซ์จาก exlrusion 10% เพื่อปรับปรุงคุณภาพของแป้ง

(3) ผลิตภัณฑ์ปาท่องโก๋ แป้งข้าวสามารถทดแทนแป้งสาลีในผลิตภัณฑ์ปาท่องโก๋ได้ 40% ทั้งนี้ระยะเวลาการหมักให้แป้งขึ้นฟูไม่ควรเกิน 4 ชั่วโมง

(4) ขนมคุกกี้ แป้งข้าวอมิโลสปานกลางและสูงชนิดโม่น้ำสามารถผลิตขนมคุกกี้ได้ ทั้งนี้ควรเติมแป้งฟรีเจลาติไนซ์ชนิดโม่จากข้าวสุกอบแห้ง 20% เพื่อยืดอายุความกรอบของขนมให้นานขึ้น

(5) ขนมเค้ก แป้งข้าวที่เหมาะสมสำหรับทำเค้กแทนแป้งสาลี 100% ควรเป็นแป้งอมิโลสต่ำที่ได้จากการโม่แห้ง ทั้งนี้ควรเติม SP ซึ่งเป็น emulsifier เพื่อช่วยการขึ้นฟู แป้งชนิดโม่น้ำสามารถทดแทนแป้งสาลีได้ 80%

 

4. แป้งบริสุทธิ์ (starch)

เป็นแป้งที่ผ่านการแยกส่วนของโปรตีนออกจนมีความบริสุทธิ์ของแป้งสูงมาก การแยกโปรตีนมักใช้แยกด้วยสารละลายของด่างโซดาไฟหรือโซเดียมไฮดรอกไซด์หลายๆ ครั้ง และล้างด่างออกด้วยน้ำ หลังจากนั้นจึงแยกน้ำออกและอบแห้ง จากแป้งบริสุทธิ์ที่ได้อาจนำมาผลิตเป็นแป้งดัดแปร (modified starch) กรรมวิธีในการผลิตแป้งดัดแปรได้แก่

- Pregelatinized starch

ผลิตโดยนำแป้งมาทำให้สุกด้วยความร้อนสูง มีการใช้เครื่อง spray dryer มาผลิต Pregelatinized starch ของข้าวเพื่อให้รูปทรงของเม็ดแป้งมีรูปทรงกลม ทำให้แป้งมีคุณสมบัติการไหลดี แป้งประเภทนี้สามารถใช้ในทางเภสัชกรรม เช่น เป็นส่วนประกอบในการผลิตยาเม็ด

  

5. อาหารประเภทพองกรอบ (expanded product)

มีอาหารพองกรอบหลายประเภทที่สามารถใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบ ที่มีเทคโนโลยีแตกต่างกัน เช่น

(1) การพองด้วยการย่างบนความร้อน (baking) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อะราเร่ (arare) ที่ทำจากข้าวเหนียว และเซมเบ่ (senbei) ที่ทำจากข้าวเจ้าอมิโลสต่ำ เทคโนโลยีการทำผลิตภัณฑ์ 2 ชนิดนี้ นำมาจากชาวญี่ปุ่น ในการทำผลิตภัณฑ์อะราเร่ ข้าวเหนียวพันธุ์ที่นิยมใช้ คือ กข6 สำหรับผลิตภัณฑ์เซมเบ่ ข้าวที่เหมาะสม คือข้าวอมิโลสต่ำ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ชนิด มีขบวนการผลิตต่างกันดังแสดงในภาพที่ 4

 

ภาพที่ 4 แสดงแผนภูมิขบวนการผลิต อะราเร่ และ เซมเบ่

 

(2) การพองที่เกิดจากแรงอัดที่อุณหภูมิสูง (extrusion) ในปัจจุบันมีการนำ extrusion technology มาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแพร่หลาย การพองตัวของแป้งเกิดจากการที่แป้งได้รับความร้อนจากขดลวดและความดันสูงจากการขับเคลื่อนของแท่งเกลียว ทำให้แป้งและองค์ประกอบอาหารเกิดการหลอมตัว เมื่อแป้งเหลวนี้เคลื่อนตัวออกสู่บรรยากาศ ความดันจะลดลงกระทันหัน ไอน้ำที่อยู่ในก้อนแป้งเหลวจะกระจายระเหยออกทันทีและดันก้อนแป้งเกิดรูพรุนกระจายทั่ว เมื่อเย็นลงจะคงความกรอบของผลิตภัณฑ์ไว้ เครื่อง extrusion นี้ มีทั้งชนิด single screw และ twin screws เทคโนโลยีนี้สามารถทำผลิตภัณฑ์ได้หลายรูปแบบและยังเอื้ออำนวยต่อการเติมสารอาหารเพื่อเสริมคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย

(3) การพองตัวที่เกิดจากแผ่นความร้อน (puffing machine) หลักการของเทคโนโลยีนี้เกิดขึ้นในทำนองเดียวกันกับ extrusion แต่ความดันที่ได้รับเกิดจากแรงกดและการเคลื่อนกลับของแผ่นให้ความร้อน 2 แผ่นประกบกัน ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ได้แก่ rice cake

(4) การพองที่เกิดจากการอบหรือทอดในน้ำมันร้อน (Oven or deep fry puffing) เช่น ข้าวตอกซึ่งทำจากข้าวเหนียว ข้าวตังทอด ขนมนางเล็ด จากการศึกษาการพองของข้าวที่ทอดในน้ำมันพบว่า ข้าวที่เหมาะสมควรเป็นข้าวสุกอบแห้ง ข้าวอมิโลสต่ำและข้าวเหนียวจะมีการพองตัวได้ดีกว่าข้าวชนิดอื่น ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้หากได้รับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์จะช่วยให้มีมูลค่าสูงขึ้น

 

6. ข้าวกึ่งสำเร็จรูป (Quick cooking rice or instant rice)

เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เวลาหุงต้มหรือคืนรูปสั้น ๆ และด้วยวิธีที่ไม่ยุ่งยาก เมื่อต้องการบริโภคหลังจากคืนรูปแล้ว ผลิตภัณฑ์ยังคงมีรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสใกล้เคียงกับข้าวที่หุงต้มปกติ ขบวนการผลิตต้องไม่ยุ่งยากร่วมทั้งสามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน ผลิตภัณฑ์ข้าวกึ่งสำเร็จรูปที่หลายรูปแบบ เช่น

Cup rice

คืนรูปโดยเติมน้ำร้อนหรือน้ำเดือดแล้วตั้งทิ้งไว้ 1-5 นาที ก็จะได้ผลิตภัณฑ์คืนรูปพร้อมบริโภค เช่น Nissin’s Cup Rice

Standing rice

คืนรูปโดยต้มน้ำให้เดือด ใส่ข้าวกึ่งสำเร็จรูปคนให้เข้ากัน แล้วลดความร้อน ตั้งทิ้งไว้ 5-7 นาที ก็จะนำมาบริโภคได้ เช่น Kraft-General Food’s Minute Rice

Simmering rice

ต้มน้ำและข้าวกึ่งสำเร็จรูปด้วยกัน แล้วจึงลดความร้อน แล้วทิ้งไว้ให้ระอุ 5-10 นาที เช่น ผลิตภัณฑ์ของ Uncle Ben

Saute/simmering rice

เป็นข้าวกึ่งสำเร็จรูปปรุงรส คืนรูปโดยผัดข้าวกับน้ำมันหรือเนยจนทั่วแล้วเติมน้ำต้มเดือดและทิ้งให้ระอุนาน 10 นาที จะได้ข้าวปรุงรส เช่น ผลิตภัณฑ์ของ Uncle Ben, Suzi Wan

Boil in bag

บรรจุข้าวกึ่งสำเร็จรูปในถุงที่มีรูพรุน เมื่อต้มในน้ำเดือด 10 นาที จะได้ข้าวพร้อมบริโภค เช่น ผลิตภัณฑ์ของ Riviana’s Success

Microwave

คืนรูปข้าวโดยใส่ข้าวและน้ำในชาม แล้วต้มในตู้ microwave 5-10 นาที ก็จะได้ข้าวพร้อมบริโภค เช่น MSB’s and Kraft-General Foods microwave products

 

ขบวนการผลิตข้าวกึ่งสำเร็จรูปมีหลายวิธี ดังนี้

วิธีที่ 1 Soak-boil-steam-day : แช่ข้าวให้มีความชื้น 30% ต้มในน้ำเดือดจนความชื้น 50-60% แล้วต้ม หรือนึ่งต่อไปให้มีความชื้น 60-70% แล้วจึงทำการลดความชื้นอย่างระมัดระวังเพื่อรักษารูพรุนของเมล็ดไว้
วิธีที่ 2 Expandedand pregelatinizeo riec : แช่ข้าวสาร แล้วต้ม นึ่ง หรือต้มที่ความดันสูงจนข้าวสุกแล้วจึงลดความชื้นจะได้เมล็ดใส แกร่ง หลังจากนั้นจึงทำให้เมล็ดพอง (puffed) โดยใช้ความร้อนสูง
วิธีที่ 3 Rodling or bumping treatgment : ต้มข้าวให้สุกแล้วตำหรือผ่านลูกกลิ้งให้เมล็ดแบนก่อนลดความชื้น
วิธีที่ 4 Dryheat treatment : ใช้ลมร้อนเป่าข้าวที่ 65-82 0ซ. นาน 10-13 นาที หรือ 272 0ซ.18 วินาที เพื่อให้เมล็ดข้าวเกิด dextinization, รอยร้าว และขยายตัว เพื่อช่วยลดระยะเวลาหุงต้ม
วิธีที่ 5 Fruzethane process : ต้มข้าวให้สุกแล้วนำไปแช่แข็ง ละลายน้ำแข็ง แล้วจึงลดความชื้น
วิธีที่ 6 Gun puffing : เพิ่มความชื้นเมล็ดข้าวให้อยู่ในระดับ 20-22% แล้วนึ่งในหม้อความดันสูง (Retort) ที่ 3.5-5.5 ก.ก./ตร.ซม. นาน 5-10 นาทีแล้วทำให้เมล็ดข้าวพอง โดยลดความดันลงอยู่ในระดับบรรยากาศ หรือต่ำกว่าสภาพที่เหมาะสมคือ ที่อุณหภูมิ 1650ซ. ที่ระดับความชื้น 20-25%
วิธีที่ 7 Freeze drying :  แช่แข็งข้าวสุก แล้วทำให้น้ำระเหิดหายไปในสภาพอุณหภูมิต่ำ(freeze-day)
วิธีที่ 8 Chemical tredment : ก่อนผ่านขบวนการต่าง ๆ ลดการเกาะตัวระหว่างเมล็ดข้าวสุกโดยแช่ในสารละลาย เช่น Sodium Chloride disodium phosphate หรือสาร suzfactant ที่อยู่ในระดับ food grade

 

การผลิตข้าวกึ่งสำเร็จรูปอาจนำวิธีการที่ผนวกจากหลายวิธีการเข้ามาอยู่ในขบวนการผลิตได้ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาการผลิตโดยนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาให้ เช่น การทำ

(1). Centrifugal Fluidized Bed Drying ภายหลังต้มข้าวจนสุกลดความชื้นข้าวสุกโดยใช้ Centrifugal fluidized bed dryer โดยใช้อุณหภูมิ 295 0ฟ. และแรงลม 3,000 p.m. นาน 5 นาที (Carlson, 1976) ในขณะที่ Robert et.al. (1979) ใช้อุณหภูมิ 132 0ซ. และ Centrifugal force 10 x g. 

(2). Extruded Quick-Cooking Ricelike Product มีการพัฒนาผลิตภัณพ์ที่มีลักษณะคล้ายข้าวกึ่งสำเร็จรูปโดยใช้ Extrusion เทคนิคโดยจดเป็นลิขสิทธิ์ในสหรัฐอเมริกา [E.P.0026 375 A 1(US 803189)] ขบวนการประกอบด้วย การผสมแป้งข้าวกับ 0.1-2% wt. Starch complexing agent (เช่น glyceryl monostearate หรือ sodium stearoyl lactylate) และ 0-0.2% โดยน้ำหนัก ของ gum ที่บริโภคได้ เช่น xanthan gum, carboxymethylcellulose, carrageenan และ/หรือ alginate ทำการ exrude ที่ 29.4-104.4 0ซ. ณ จุดต่าง ๆ ของ cooking zones และความดัน 91.4 กก./ตร.ซม. ผลิตภัณฑ์ที่ได้สามารถดูดน้ำโดยใช้เวลา 5 นาที และสามารถรักษาคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ได้นาน 20-30 นาที

 

สำหรับประเทศไทย ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวกึ่งสำเร็จรูป โดยวิธี Soak-boil-steam-dry โดยอบลดความชื้นแบบถาด (tray drying) ผลิตภัณฑ์ที่ได้ต้องใช้เวลาคืนรูปนานถึง 12 นาที โดยแช่น้ำเดือด ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถคืนรูปโดยต้มในน้ำเดือดด้วยระยะเวลาสั้น ๆ ได้ วัตถุดิบที่เหมาะสมควรเป็นข้าวอมิโลสต่ำ เมื่อพัฒนาวิธีการโดยใช้ Freeze-thaw-fluidized bed+drying จะได้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถคืนรูปโดยแช่ในน้ำร้อนนาน 4-5 นาที โดยใช้วัตถุดิบเป็นข้าวเจ้าทั้งชนิดอมิโลสต่ำ ปานกลางและสูง เทคนิคดังกล่าวยังสามารถใช้ในการผลิตข้าวกล้องกึ่งสำเร็จรูปได้ด้วย หากเติมสารปรุงรสและเนื้อสัตว์อบแห้งหรือส่วนประกอบอื่นๆ เมื่อคืนรูปในน้ำร้อนปริมาณพอเหมาะจะได้ข้าวปรุงรสลักษณะคล้ายข้าวผัด (Pilaf)

 

7. ข้าวบรรจุกระป๋อง (Canned rice)

เป็นผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องชนิดหนึ่งที่สามารถเก็บไว้ได้นานเช่นเดียวกับอาหารกระป๋องทั่วไป Ferrel et. al. (1960) ได้พัฒนาวิธีการผลิตข้าวสวยบรรจุกระป๋องดังภาพที่ 5

    

ภาพที่ 5 แผนภูมิแสดงกรรมวิธีผลิตข้าวบรรจุกระป๋อง

ขบวนการผลิตดังกล่าวแนะนำให้แช่ข้าวในสารละลายค่อนข้างเป็นกรด (pH 5.0-5.5) และแช่ข้าวที่สุกบางส่วนใน surfactant ระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อลดความเหนียวและการเกาะติดกันของข้าวสวย สาร surfactant ที่ใช้อาจเป็นน้ำมัน หรือสารละลายน้ำมัน (oil + emulsifier) การผลิตข้าวนึ่งบรรจุกระป๋อง (Canned parboiled rice) โดยใช้สาร surfactant แช่เมล็ดข้าวสุกบางส่วนจะช่วยลดความเหนียวเกาะตัวของข้าวสวยได้ดี ในปัจจุบันนี้มีเอกชนพัฒนาผลิตข้าวสวยบรรจุกระป๋องจำหน่าย และส่งออกต่างประเทศ

8. ข้าวสวยบรรจุในบรรจุภัณฑ์ (Retort pouch)

Retort pouch เป็นบรรจุภัณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นสามารถปิดผนึกด้วยความร้อน และทนต่ออุณหภูมิสูงถึง 1210ซ. ดังนั้นจึงสามารถนำมาใช้ในการบรรจุผลิตภัณฑ์อาหารประเภทกรดต่ำ แทนกระป๋องและขวดแก้ว ผลิตภัณฑ์ข้าวสวยใน retort pouch นี้เป็นที่นิยมในตลาดญี่ปุ่น ภาชนะบรรจุที่ใช้ ได้แก่ 3-ply laminate ของ polyester, aluminum foil และ polypropylene โดยมี polyester หนา 0.0005 นิ้ว ชั้น aluminum foil มีความหนา 0.00035-0.0007 นิ้ว จะช่วยป้องกันแสงและการซึมผ่านของน้ำและออกซิเจน สำหรับชั้น polypropylene ที่อยู่ชั้นในสุดมีคุณสมบัติไม่ทำปฏิกริยากับอาหารจึงเหมาะสมเป็นส่วนที่สัมผัสกับอาหาร ภาชนะบรรจุนี้ใช้ในขบวนการผลิตที่อุณหภูมิ 1210ซ. หรือต่ำกว่าเท่านั้น ผลิตภัณฑ์ใน Retort pouch นี้มีอายุการเก็บ (shelf life) นาน 6 เดือน เมื่อต้องการบริโภคจึงนำถุง Retort pouch นี้แช่ในน้ำร้อนนาน 10-15 นาที

 

9. อาหารเช้า (Breakfast cereal)

อาหารเช้าหรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า breakfast cereal แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1. ชนิดที่ต้องต้มกับนมหรือน้ำเพื่อบริโภค (hot cereal breakfast cereal) ได้แก่ โจ๊กกึ่งสำเร็จรูปที่ใช้เวลาต้มสั้น ๆ ข้าวที่นำมาผลิตอาจเป็นปลายข้าวหรือแป้งข้าวบดเพื่อช่วยให้ต้มสุกเร็ว อาจมีการเติมรสชาติต่าง ๆ ตัวอย่างอาหารเช้าชนิดนี้ได้แก่ โจ๊ก 7 นาที ควิกโจ๊ก

2. ชนิดที่บริโภคได้ทันที (Ready to eat breakfast cereal) ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้อาจมีการนำธัญชาติชนิดอื่นมาผสม ในขบวนการผลิตอาจเตรียมเป็นลักษณะของวัตถุดิบ สุก แห้ง เป็นแผ่นเล็กๆ (flake) หรือเป็นก้อนโด (dough) แล้วจึงทำให้พองหรือคั่ว คุณภาพของผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับระยะเวลาทำให้สุก (cooking time) ความดัน อุณหภูมิของวัตถุดิบและการคั่ว ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจมีการเติมสารปรุงรส (flavoring material) วิตามิน แร่ธาตุ และโปรตีนเพื่อเสริมโภชนาการ ตัวอย่างอาหารเช้าพร้อมรับประทาน ได้แก่ rice crispy

 

10. อาหารเด็กอ่อน (Baby food)

แป้งข้าวหรือข้าวบดหยาบ สามารถใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเด็กอ่อน ขบวนการผลิตของ Hogan (1967, 1977) เริ่มจากการต้มน้ำแป้งข้น ๆ แล้วนำไปลดความชื้นด้วย double drum drier จะได้แผ่นแป้งเล็ก ๆ (flake) ผู้ผลิตแต่ละรายจะมีสูตรเฉพาะ ส่วนประกอบมักประกอบด้วย แป้งข้าว รำละเอียด น้ำตาล dibasic calcium phosphate, เกลือไอโอดีน

sodium iron pyrophosphate, glycerol monostearate (emulsifier) น้ำมันรำข้าว thiamine hydrochloride, riboflavin และ niacin หรือ niacinamide นอกจากนี้ยังมีสูตรอื่น ๆ ในการผลิตอาหารเด็กอ่อน นอกจากใช้วิธีผลิตเป็นลักษณะ flake ยังมีการผลิตอาหารเด็กอ่อนด้วยวิธี Extrusion ดังเช่น อาหารเด็กของเกษตร (Kaset infant food) ซึ่งประกอบด้วยแป้งข้าว 71.7% แป้งถั่วเหลือง 12.5% นอกจากนี้ยังมีอาหารเด็กอ่อนชนิดต่าง ๆ เช่น น้ำนมข้าว (Bebiko 2R), Energo ซึ่งประกอบด้วย แป้งข้าว 60% แป้งถั่วเหลือง 35% นมผงพร่องมันเนย 5% Babymate ที่ประกอบด้วยข้าวขาว 75% และถั่วเขียวกะเพาะเปลือก 25%

 

11. ข้าวเสริมโภชนาการหรือข้าวอนามัย (Enriched Rice)

การที่ประชาชนบริโภคข้าวสารที่สีจนขาว ซึ่งวิตามินส่วนใหญ่ถูกขัดออกจนเกือบหมด ในบางประเทศมีการผลิตข้าวเสริมวิตามินและเกลือแร่เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดหายไป การเสริมโภชนาการกระทำได้โดยวิธีการดังนี้

(1) การผสมข้าวเสริมโภชนาการกับข้าวขาว (Premix kernel) เป็นการผลิตข้าวเสริมโภชนาการ โดยการผสมข้าวที่ผ่านขบวนการเสริมโภชนาการกับข้าวธรรมดา ขบวนการผลิตที่มีการผลิตในประเทศฟิลิปปินส์ คือ การพ่นสารละลายที่มี thiamin และ niacin ละลายอยู่ในสภาพกรดลงบนผิวเมล็ด แล้วทำให้แห้งโดยตากลม หลังจากนั้นจึงเคลือบด้วยสารละลายกรด stearic, zein และ กรด abietic ในแอลกอฮอล 2 ครั้ง ในขั้นตอนสุดท้ายจึงนำสาร ferric pyrophosphate และผงแป้งมาโรยบนผิวเมล็ด เมื่อบริโภคจึงนำเมล็ดข้าวเสริมโภชนาการนี้ผสมกับข้าวขาว ในอัตราส่วน 1:200 และหุงต้ม นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาข้าวเสริมโภชนาการวิธีนี้โดยเติมสารอาหารต่าง ๆ มาเคลือบเมล็ด

(2) ผสมกับผงของสารอาหาร (Powdered premix) เป็นการผสมอย่างง่าย ๆ โดยผสมสารอาหาร 0.5-1.0 ส่วนต่อข้าว 16,000 ส่วน ข้าวเสริมโภชนาการนี้ไม่ควรล้างข้าวเมื่อจะหุงต้ม เพราะสารอาหารเหล่านั้นจะสูญหายไปกับน้ำ

(3) การผลิตข้าวนึ่งในสภาพเป็นกรด (Acid parboiling) นำข้าวขาวมาแช่สารละลายของไวตามิน thianime (B1) ในสภาพเป็นกรด แล้วจึงสะเด็ดน้ำแล้วนึ่ง และลดความชื้น เมล็ดที่ได้มีรอยร้าวเกิดขึ้น ต่อมาจึงเปลี่ยนมาแช่เมล็ดใน organic solvent เช่น ethanal, acetone และ chloroform โดยใช้ละลายกับ derivative ของไวตามิน B1 ที่ละลายใน organic solvent ได้

(4) การเลียนแบบเมล็ดข้าว (Simulated rice) เป็นการนำแป้งสาลีผสมกับไวตามินและแร่ธาตุ แล้วปั้นเป็นเมล็ดคล้ายข้าว เมื่อบริโภคกันนำมาหุงต้มโดยผสมกับข้าวขาว

(5) การเติมสารอาหารในธัญชาติพร้อมบริโภค (ready to eat cereal) เป็นการเติมสารอาหารในระหว่างขบวนการผลิตอาหารกึ่งสำเร็จรูปพร้อมบริโภค

(6) การสเปรย์ (spray system) เป็นการสเปรย์สารอาหารลงบนเมล็ดข้าวที่ผ่านการอบให้ร้อน และใส่ในถังหมุน (rotating drum) เพื่อคลุกเคล้าให้ทั่วถึง เพื่อป้องกันปฏิกิริยาเติมออกซิเจนที่ทำลายไวตามินบางชนิด เช่น ไวตามิน A และ D จึงการเติม butylated hydroxytoluene (BHT) ใน 15-25% sucrose ลงในสารละลายที่สเปรย์จะช่วยป้องกันการซึมผ่านของออกซิเจนได้

(7) การเสริมกรดอมิโนในเมล็ดข้าว (Amin oacid fortification) กรดอมิโนที่ขาดแคลนในเมล็ดธัญชาติได้แก่ ไลซีน (lysine) และ ทรีโอนีน (threonine) วิธีการเสริมกรดอมิโนอาจใช้พร้อมกับการเสริมไวตามิน

 

ข้าวเสริมโภชนาการนี้ ในสหรัฐอเมริกาได้เสนอมาตรฐานของสารอาหารไว้โดย The Food and Nutrition Board of The National Academy of Science ในปี ค.ศ. 1974 ดังนี้

 

ตารางที่ 6 ระดับสารอาหารในธัญชาติเสริมโภชนาการ (มก./ปอนด์)

สารอาหาร

ระดับที่ใช้ a

ระดับแนะนำ b

Thiamine

1.1-5.0

2.9

Riboflavin

0.7-2.4

1.8

Niacin

10-34

24

Iron

8-26

40

Calcium

500-1500

900

Vitamin A

-

2.2 (7300 IU)

Pyridoxine

-

2

Folic acid

-

0.3

Magnesium

-

200

Zinc

-

10

a. ระดับที่ระบุใน Code of Federal Regulation (1973)

b. ระดับที่แนะนำโดย National Academy of Science (1974)

12. ผลิตภัณฑ์หมักดอง

เมล็ดข้าวเป็นแหล่งของแป้งที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ เพราะมีแป้งอยู่ถึง 90% โดยน้ำหนักแห้ง ผลิตภัณฑ์หมักดองอาจแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ เป็นของแข็ง (solid) ของแข็งกึ่งเหลว (paste) และของเหลว (liquid)

(1) ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของแข็ง ไ ด้แก่ starters หรือลูกแป้งของไทย sarters เหล่านี้มี

จุลินทรีย์ที่สามารถย่อยแป้งสุกได้ (saccharifying agent) จุลินทรีย์ส่วนใหญ่เป็นเชื้อรา เช่น Rhisopus   spp. และ Aspergillus oryzae  ผลิตภัณฑ์ที่ starters นี้ใช้ในการผลิตเครื่องดื่มต่าง ๆ

ข้าวแดง (Anka) เป็นการผลิตสีแดงจากเชื้อจุลินทรีย์ สีแดงนี้สามารถใช้เป็นสีผสมอาหาร เช่น เหล้าแดง (red wine) ผสมในผักดอง และเนื้อหมักรวมทั้งเต้าฮู่ยี้ เชื้อจุลินทรีย์ที่ผลิตสีแดงนี้ คือ Monascub purpurens   went.

 

 ภาพที่ 7 แผนภูมิแสดงขบวนการผลิตข้าวแดง (Anka)

(2) ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของแข็งกึ่งเหลว ได้แก่เต้าเจี๋ยวญี่ปุ่น (Miso) ที่ใช้ในการปรุงอาหาร ผลิตมาจากถั่วเหลืองข้าวและเกลือ โดยมีอัตราส่วน

ข้าว = 5 x (ถั่วเหลือง – 2 x เกลือ)

ความเข้มข้นของเกลือจะเป็นปัจจัยในการเลือกชนิดของเชื้อจุลินทรีย์สำหรับใช้ในการหมัก เชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมักเต้าเจี๋ยวมี Aspergillus oryzae ที่เลี้ยงในข้าวขาวนึ่งสุกเพื่อผลิต Koji เชื้อราที่ใช้มักมีหลายสายพันธุ์เพื่อสร้างเอนไซม์ย่อยโปรตีน ไขมัน และแป้ง (proteolytic, hyolytic and amylolytic enzymes) นอกจากนี้ยังอาจพบยีสต์ เช่น Saccharomyces rouxii และ lactic acid bacteria

(3) ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล ประเทศผลิตข้าวต่าง ๆ จะมีการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอลโดยใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบ เช่น กระแช่ของไทยที่ผลิตจากข้าวเหนียว Shao-hsing wine ของจีนผลิตจาก starter ที่ทำจากข้าวขาวและข้าวสาลี และนำ starter นี้ไปผลิตเหล้าต่อ โดยใช้ข้าวเหนียว สำหรับ Sake ของญี่ปุ่นนั้น จัดเป็นไวน์ข้าวชนิดหนึ่งผลิตจากข้าวเจ้า japonica การผลิต Sake ของญี่ปุ่น ข้าวขาวที่ใช้ในการหมักมักได้รับการขัดสีเอาผิวนอกออกมากกว่า 20-30% ของน้ำหมักข้าวกล้อง โดยเฉพาะ Sake คุณภาพสูง การขัดสีอาจสูงถึง 40-50% หรือเหลือเป็นเนื้อข้าว 50-60% จุลินทรีย์ที่มีบทบาทในการหมักเหล้า Sake ได้แก่

- เชื้อรา  Aspergillus oryzae  ผลิตเอนไซม์ย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลและให้กลิ่นรส
- บักเตรี Pseudomonas  spp.  ผลิตกรด lactic และกำจัดกรด nitric
  Leuconostoc   และ Lactobacillus ผลิตกรด nitric จาก nitate
- ยีสต์ (Sake yeast)  Saccharomyces cerevisiae เปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นแอลกอฮอล

 

สำหรับไวน์ข้าวของไทยส่วนใหญ่ผลิตจากข้าวเหนียว เช่น กระแช่ เหล้าขาว เป็นต้น  จากการศึกษาการใช้ข้าวเจ้าไทยในการผลิตไวน์ข้าวพบว่า ข้าวเจ้าชนิดอมิโลสต่ำ และข้าวเหนียวจะให้ปริมาณแอลกอฮอลสูงกว่าข้าวอมิโลสปานกลางและสูง นอกจากนี้การนำข้าวหอมมะลิมาผลิตไวน์ข้าวยังช่วยให้รสชาติของของผลิตภัณฑ์ดีขึ้น

 

ภาพที่ 8 แผนภูมิแสดงขบวนการผลิต Sake ของญี่ปุ่น

  

เหล้าข้าว ประเทศญี่ปุ่นนำเข้าข้าวขาวของไทย สำหรับการผลิตเหล้าที่เรียกว่า sho-chiuในการหมักใช้เชื้อ Rhizopus javanicus Takeda และ ยีสต์ Saccharomyces peka Takeda ผสมพร้อมกัน การหมักจะใช้อุณหภูมิสูง 35-280ซ. และมีแอลกอฮอลสูงถึง 23%

 

13. ผลิตภัณฑ์จากรำข้าว

รำข้าวเป็นผลพลอยได้จากการขัดขาวข้าว แบ่งออกเป็นรำหยาบและรำละเอียด (bran and polish) ในส่วนของรำหยาบมีแกลบผสมอยู่บ้าง สำหรับรำละเอียดนั้นได้จากการขัดเฉพาะผิวนอกของข้าวกล้องออก ซึ่งประกอบด้วย เยื่อหุ้มผล (pericarp) เยื่อหุ้มเมล็ด (Seed coat) เยื่ออะลิวโรน (aleurone loyer) และ คัพภะ (embryo or germ) การใช้ประโยชน์จากรำได้แก่

(1) เป็นอาหารสัตว์ รำข้าวทั้งชนิดรำหยาบและรำละเอียดสามารถนำมาผสมในอาหารสัตว์

(2) สกัดน้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันข้าว น้ำมันข้าวเป็นน้ำมันบริโภคที่มีคุณภาพดีเนื่องจากมี chloresterol ต่ำมาก และจากขบวนการสกัดน้ำมันนี้ยังสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ด้านเภสัชกรรม และอุตสาหกรรม

(3) เป็นอาหาร รำละเอียดสามารถใช้ผสมในอาหารเด็กอ่อน ในอาหารขบเคี้ยวต่าง ๆ รวมทั้งผสมในขนมปัง มัฟฟิน แพนเค็ก คุกกี้ เค้ก พาย และอาหารว่างชนิดอบกรอบหรือผ่าน extrusion ในประเทศญี่ปุ่นมีการนำรำข้าวสกัดไขมันออกมาใช้ในการผลิต Koji ในอุตสาหกรรมเต้าเจี้ยวและซีอิ้ว

   

14. น้ำมันข้าว

น้ำมันในเมล็ดข้าว โดยแทรกอยู่ตาม pericarp, seed coat, aleurone layer และ embryo ซึ่งมักถูกขัดออกจากเมล็ดไปเป็นรำข้าวละเอียด (polish) ในส่วนของรำข้าวอาจมีน้ำมันอยู่ 15-20% น้ำมันข้าวเป็นน้ำมันที่มีคุณภาพดี องค์ประกอบของกรดไขมันที่สำคัญในน้ำมันข้าวคือ Oleic acid 40-50%, Linoleic acide 20-42% และ palmitic acid 12-18% ในน้ำมันข้าวยังมี phosphatide ประมาณ 2% ซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่น สาร phosphatide นี้ใช้ในขบวนการผลิต gum และ lecithin ขบวนการสกัดน้ำมันรำข้าวมีขั้นตอนแสดงดังภาพที่ 9

 

ภาพที่ 9 แผนภูมิแสดงขั้นตอนการสกัดน้ำมันจากรำข้าว

   

น้ำมันข้าวเมื่อผ่านขบวนการ Winterization เพื่อแยก saturated glyceride (stearin) สำหรับใช้ในการผลิตเนยเทียม (margarine หรือ shortening) ส่วนน้ำมันที่เหลือเหมาะสำหรับนำมาทำ mayonnaix หรือ น้ำมันสลัด Oryzanol ซึ่งเป็นส่วน nonsponifiable ในน้ำมัน เมื่อนำไปแยกให้บริสุทธิ์ สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ทางเภสัชกรรมโดยเป็นสารกระตุ้นการเจริญเติบโตและการหลั่งฮอร์โมน (promote human growth and hormonal secretion) น้ำมันข้าวเกรดต่ำไม่เหมาะสำหรับบริโภค แต่สามารถนำไปผสมเป็นอาหารสัตว์ ไขข้าว (rice wax) มีคุณลักษณะคล้าย Carnauba wax สามารถใช้ในเครื่องสำอางค์ สารขัดเงา และสารเคลือนในอุตสาหกรรม

   

เอกสารอ้างอิง

 

  1. __________ (2540) มาตรฐานสินค้าข้าว พ.ศ. 2540 ประกาศกระทรวงพาณิชย์ วันที่ 31 มีนาคม 2540.

  2. __________ (2540) การรับรองมาตรฐานข้าวหอมมะลิบรรจุถุงจำหน่ายภายในประเทศ ประกาศกรมการค้าภายใน วันที่ 21 มกราคม 2540.

  3. __________ (2541) มาตรฐานสินคาข้าวหอมมะลิไทย พ.ศ. 2541 ประกาศกระทรวงพาณิชย์ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2541.

  4. งามชื่น คงเสรี 2539. คุณภาพข้าวสารและข้าวสุก เอกสารประกอบการบรรยายสัมมนาเรื่อง “ข้าวกับคน” ของสมาคมโรงสีข้าวไทย ณ โรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำ เพชรบุรี 24 สิงหาคม 2539 P 233.

  5. งามชื่น คงเสรี, สุนันทา วงศ์ปิยชน, พูลศรี สว่างจิต, ประนอม มงคลบรรจง, กัมปนาท มุขดี และ จันทนา สรสิริ (2537) ปริมาณน้ำที่เหมาะสมในการหุงต้มข้าวสาร การสัมมนาเรื่อง การรักษาคุณภาพข้าวเพื่อเตรียมส่งออก วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2537 จัดโดยกองการค้าธัญพืช กรมการค้าต่างประเทศ 18 p.

  6. สุนันทา วงศ์ปิยชน, งามชื่น คงเสรี, พูลศรี สว่างจิต, ประนอม มงคลบรรจง, และ กัมปนาท มุขดี 2539. การใช้ข้าวอินดิกาสำหรับการผลิตเหล้าสาเก การประชุมวิชาการข้าวและธัญพืชเมืองหนาวประจำปี 2539 ณ โรงแรมเซาท์เทิร์น บี เอ็ม จ.นครศรีธรรมราช วันที่ 27-29 มีนาคม 2539.

  7. งามชื่น คงเสรี, สุนันทา วงศ์ปิยชน และ พูลศรี สว่างจิต 2541. คุณภาพข้าวสุกจากการผสมข้าวชัยนาท 1 และ กข23 ในขาวดอกมะลิ 105 การประชุมวิชาการข้าวและธัญพืชเมืองหนาวประจำปี 2541 วันที่ 17-19 มีนาคม 2541 ณ กรมวิชาการเกษตร จตุจักร บางเขน กทม.

  8. เนื้อทอง วนานุวัธ. 2537. น้ำมันรำข้าวและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่มีมูลค่าสูง การประชุมวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 32 สาขาอุตสาหกรรมอาหาร วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2537 ณ อาคารอินทรีย์จันทรสถิตย์ P33-40.

  9. วราทัศน์ วงศ์สุรไกร. 2539. แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวไทย ในการประชุมวิชาการและนิทรรศการ เนื่องในงานมหกรรมข้าวไทย เทิดพระเกียรติ ณ โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า กรุงเทพฯ วันที่ 5-8 กันยายน 2539.

  10. __________ 1985. Rice Grain Quality and Marketing. International Rice Research Conference. 1-5 June, 1985. International Rice Research Institute. P.O. Box 933, Manila, Philippines. 74 p.

  11. __________ 2000. Basic Facts of World Cereal Situation in Food Outlook No.1,2000. Food and Agricultural Organization of the United Nations. 41 p.

  12. Luh, Bor S. 1980. Rice : Production and Utilization. AVI Publishing Cojine. Westport Comnecticut 926 p.

  13. Luh, Bor S. 1991. Rice : Utilization Vol II. An AVI Book Published by Von Nostrand Reinhold, New York 423 p.

  14. Marshall, E. Wayne and James I. Wadsworth 1994. Rice Science and Technology. Marcel Dekker, Inc. New York. Basel. Hong Kong. 470 p.

 


 

[ r e t u r n ]


| Home | Seminars | Publications |  Services | Products | Articles | People | Links |
Charpa Techcenter Co.,Ltd. 26/171 Moo 5 Bangna Bangkok 10260 Thailand
Tel: 0066 2 748 6363, 748 7292 Fax: 0066 2 748 6969