พันธุวิศวกรรมพืช

           พันธุวิศวกรรม
           เทคโนโลยีชีวภาพเป็นการประยุกต์ใช้สิ่งมีชีวิต เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย ์เช่น เป็นอาหาร  เสื้อผ้า ยา และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เทคโนโลยีชีวภาพดั้งเดิมที่มีการใช้กันมานานแล้ว เช่น การทำฟาร์มปศุสัตว์  การปลูกพืช และการนำจุลินทรีย์มาใช้ในการทำข้าวหมาก  เต้าเจี้ยว นมเปรี้ยว แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมามีเทคโนโลยีชีวภาพยุคใหม่เกิดขึ้น เช่น พันธุวิศวกรรม  การฝากถ่ายตัวอ่อน และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

           เกษตรกรรู้จักคัดสายพันธุ์พืช และสัตว์มาตั้งแต่ 10,000  ปีที่แล้ว โดยเลือกเฉพาะบางลักษณะที่ตัวใหญ่ หรือแข็งแรงเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้ความสนใจกับลักษณะบางอย่าง เช่น ลักษณะของเมล็ดพืชที่สะดวกกับการเก็บเกี่ยว สิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นตัวเราเอง พืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ มีสารพันธุกรรม หรือยีนของตัวมันเองอยู่ ยีนนี้มีรหัสซึ่งบรรจุข้อมูล  หรือข่าวสารเฉพาะของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดที่จะบอกว่า สิ่งมีชีวิตต้องสร้างสารอะไร เพื่อให้ตัวมันเองมีชีวิต เจริญเติบโต หรือสืบพันธุ์ต่อไปได้ พันธุวิศวกรรมเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายยีน เช่น ยีนจากพืชชนิดหนึ่งไปยังพืชอีกชนิดหนึ่งทำให้พืชชนิดหลังสร้างสารที่พืชชนิดแรกสร้างขึ้นได้  เช่น ปกติข้าวที่ปลูกในที่แล้งจะได้รับความเสียหาย แต่มีหญ้าชนิดหนึ่งมียีนทนแล้งได้ ถ้าเราถ่ายยีนทนแล้งจากหญ้าเข้าไปในข้าวได้ เราก็จะสามารถปลูกข้าวในที่แล้งได้

             เทคโนโลยีชีวภาพแบบดั้งเดิมแตกต่างจากพันธุวิศวกรรมหรือไม่ ก่อนจะมีพันธุวิศวกรรมเราก็ทำให้เกิดการถ่ายทอดยีน ซึ่งอาจจะไม่เกิดตามธรรมชาติ เช่น การผสมสุนัขพันธุ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ล หรือพืชต่าง ๆ ที่มีบรรพบุรุษเดียวกันทั้งนั้น แต่คนมักจะเอาละอองเกสรตัวผู้จากพืชหนึ่งไปป้ายที่รังไข่ของอีกต้นหนึ่ง ซึ่งเหล่านี้เป็นการผสมและคัดพันธุ์แบบหนึ่ง

             เชื่อหรือไม่ ข้าวสาลีที่ใช้ทำขนมปังในปัจจุบันมีจำนวนของยีนถึง 3 เท่าของข้าวสาลีป่าที่พบในตะวันออกกลาง มนุษย์สามารถผสมพันธุ์ข้าวสาลีต่างสายพันธุ์ได้มาหลายพันปีแล้ว แม้ว่าเทคโนโลยีชีวภาพแบบดั้งเดิมสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ในพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกับพันธุวิศวกรรม  แต่ยังมีความแตกต่างกันอย่างน้อย 3 ประการ
1. เทคโนโลยีชีวภาพแบบดั้งเดิมเกี่ยวข้องกับการถ่ายเทยีนจากสิ่งมีชีวิตที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกัน ในขณะที่พันธุวิศวกรรมมักเป็นสายพันธุ์ที่ต่างกันมาก  สำหรับในพืชการใช้พันธุวิศวกรรมแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ ใช้ยีนจากพืชถ่ายเข้าพืช เช่น การทำจีเอ็มโอมะเขือเทศสุกช้า เป็นการถ่ายยีนสุกช้าเข้ามะเขือเทศป้องกันความเสียหายจากการขนส่ง ใช้ยีนจากแบคทีเรียเข้าข้าวโพด หรือฝ้าย เพื่อให้ต้านทานแมลง
2. การผสมพันธุ์ และคัดพันธุ์ โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพแบบดั้งเดิมใช้เวลานับหลายปี ในขณะที่ถ้าใช้พันธุ์วิศวกรรมในการปรับปรุงพันธุ์ สามารถใส่ยีนที่ต้องการเข้าไปในสิ่งมีชีวิตที่ต้องการใช้เวลาไม่กี่อาทิตย์ 
3. การใช้เทคโนโลยีชีวภาพแบบดั้งเดิม เพื่อปรับปรุงสิ่งมีชีวิต สำเร็จในสิ่งมีชีวิตไม่กี่ชนิดที่เอามาใช้เป็นอาหาร และเครื่องดื่ม เช่น ยีสต์ แต่พันธุวิศวกรรมสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสิ่งมีชีวิตที่เราจะเอามาใช้งาน ในด้านการกำจัดมลพิษมาผลิตยา เช่น อินซูลิน หรือแม้แต่ตบแต่งพันธุกรรมของมนุษย์    
                
           พันธุวิศวกรรมพืช
           แปลกใจหรือไม่  ที่พันธุ์วิศวกรรมสามารถถ่ายยีนจากแบคทีเรียเข้าพืช  จากพืชเข้าแบคทีเรีย   จากมนุษย์เข้าหนู หรือจากคนเข้าแบคทีเรียได้ มาดูเทคนิคที่ใช้ในการทำพันธุวิศวกรรมของพืชกันดีกว่า  สมมุติว่าเรามีสาหร่ายน้ำเค็มเราต้องการถ่ายยีนทนเค็มจากสาหร่ายเข้าไปในข้าว เพื่อให้ข้าวทนเค็ม และสามารถนำไปปลูกในดินเค็มที่อีสานได้ 

           การทำพันธุวิศวกรรมข้าวทนเค็มนี้ มี 2 ขั้นตอนคือ
1. หายีนทนเค็มจากสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่นจากสาหร่ายน้ำเค็ม
2. นำยีนที่ค้นหาได้นี้ใส่เข้าไปในสิ่งมีชีวิตที่เราต้องการให้ทนเค็มได้ ในที่นี้ก็คือ ข้าว ขั้นตอนการค้นหายีนทนเค็มจากยีนหลายพันธไม่ใช่ของง่าย แต่เราจะมาดูว่า เราจะถ่ายยีนเข้าไปในพืชได้อย่างไร มี  2 วิธี วิธีหนึ่งมีพาหะ (เวคเตอร์) นำยีนเข้าไป อีกวิธีหนึ่งไม่ใช้เวคเตอร์ ถ้าไม่มีเวคเตอร์ใช้ปืนยิงยีนเข้าไปในเซลล์พืช หรือใช้กระแสไฟฟ้าทำให้ผนังเซลล์เป็นรู ทำให้ยีนเข้าไปข้างใน เดี๋ยวนี้ยิ่งง่ายใหญ่มีหลอดใส่ยีนอยู่ในสารละลายที่มีเซลล์พืช และมีสารเคมีที่เรียกว่า ซิลิคอนคาร์ไบด์ เขย่าผลึกจะทำให้เกิดรูที่เซลล์พืช และยีนจะเข้าไปรวมกับดีเอ็นเอเดิมของพืช

             การใช้เวคเตอร์
             เวคเตอร์มาจากสิ่งมีชีวิตหนึ่ง ที่จะนำยีนจากผู้ให้เข้าไปในผู้รับทำให้ผู้รับกลายเป็นจีเอ็มโอการใช้เวคเตอร์มี 3 ขั้นตอนคือ
1.มีชิ้นส่วนของยีนที่ต้องการจากผู้ให้
2.ใส่ชิ้นส่วนนี้เข้ากับชิ้นเวคเตอร์
3.ใส่เวคเตอร์นี้เข้าไปในเซลล์พืช

            พวกเราเคยเห็นต้นไม้เป็นเนื้องอกไหม มีตุ่มขึ้นตามลำตัว พวกนี้ติดเชื้อจากแบคทีเรียที่เรียกว่า อะโกรแบคทีเรียม  ที่อยู่ตามดิน แบคทีเรียทำให้ต้นไม้ติดเชื้อ โดยผ่านทางแผล (เหมือนมนุษย์ติดเชื้อเวลามีแผลสกปรก) แบคทีเรียส่งชิ้นส่วนของมันเข้าไป ชิ้นส่วนนี้เรียกว่า พลาสมิด ที่ทำให้ต้นไม้เป็นโรค ปัจจุบันมีพลาสมิดที่กลายพันธุ์แทนที่จะทำให้ต้นไม้เป็นโรค กลับไปรวมกับดีเอ็นเอของเซลล์พืชแทนเราใส่ยีนที่ต้องการเข้าไปในพลาสมิดของอะโกรแบคทีเรียม เอาอะโกรแบคทีเรียมไปทำให้ต้นไม่ติดเชื้อ 
พลาสมิดที่มียีนถูกนำเข้าไปในเซลล์พืชรวมเข้ากับเซลล์พืช พืชนั้นมียีนใหม่

            พืชจีเอ็มโอเป็นของใหม่หรือไม่
            เรามีจีเอ็มโอแบคทีเรียที่ผลิตอินซูลิน ก่อนหน้าพืชจีเอ็มโอถึง 10 กว่าปี นอกจากประสบปัญหาในการนำยีนเข้าเซลล์พืชแล้ว พืชยังโตช้ากว่าแบคทีเรียกว่าจะขยายพันธุ์ เพื่อทดลองภาคสนามทดลอง ความปลอดภัยก็ใช้เวลาหลายปี จะมีความเป็นไปได้แค่ไหนที่พืชจะสร้างพลาสติก เราจะได้ไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันพืช จะผลิตยา หรือวัคซีนได้หรือไม่ เราจะได้ทานพืชเป็นอาหาร และยาได้ 
  รูปที่ 1 วิธีผสมพันธุ์พืชแบบเก่า 
  รูปที่ 2 วิธีผสมพันธุ์พืชแบบใหม่     

            การยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้หลังการเก็บเกี่ยว โดยวิธีทางพันธุวิศวกรรม
            ผลไม้เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ นอกจากจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของอาหารในแต่ละวันแล้ว ยังอุดมไปด้วยไวตามิน เกลือแร่ และสารที่มีประโยชน์อื่น ๆ ที่เราสามารถนำมาสกัด เพื่อให้ได้สารบริสุทธิ์อาทิเอนไซม์ปาเปนจากมะละกอ นอกจากนี้แล้วผลไม้ยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ เช่น ผลไม้กระป๋อง และซอสมะเขือเทศที่สามารถส่งเป็นสินค้าออกได้ อย่างไรก็ตามผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับผลไม้ก็ยังประสบปัญหาที่สำคัญ ซึ่งทำให้ไม่สามารถขนส่งผลไม้ไปในระยะไกล หรือเก็บรักษาผลไม้ไว้ได้นาน ปัญหานี้ก่อให้เกิดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว
                     
             ปัจจัยของการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ปัจจัยจากภายนอก เช่น โรค แมลง อุณหภูมิ ความชื้น และการขนส่ง ส่วนปัจจัยภายใน ได้แก่ การคายน้ำ การหายใจ การผลิตเอทธิลีน และการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมี ปัจจัยภายนอกสามารถควบคุมได้ โดยการทำความสะอาด การคัดเลือกผลไม้ การบรรจุหีบห่อที่ดี และการเก็บผลไม้ในบรรยากาศที่ควบคุม ปัจจัยภายในผลไม้เป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากกว่า เนื่องจากเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติในพืช
           
             โดยทั่วไปแล้วพืชทุกชนิดจะมีการผลิตเอทธิลีน แต่ในผลไม้บางประเภทจะผลิตเอทธิลีนในปริมาณที่สูงขึ้นอย่างมาก เมื่อผลไม้เริ่มสุก (Climacteric fruits) เช่น มะเขือเทศ  กล้วย ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ผลไม้ประเภทนี้สุกเร็วกว่าผลไม้อีกประเภทหนึ่ง ที่การผลิตเอทธิลีนจะคงที่ หรือเปลี่ยนแปลงแต่เพียงเล็กน้อยตลอดการพัฒนา และการเจริญเติบโต (non-Climacteric fruits) เช่น  ชมพู่  ส้ม สับปะรด ฯลฯ

              ในการศึกษาถึงเรื่องการยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้หลังการเก็บเกี่ยว โดยมากจะเน้นไปที่การศึกษาในผลไม้ที่มีการสร้างเอทธิลีนเพิ่มขึ้น เมื่อมีการสุก (Climacteric fruits) เนื่องจากเมื่อทราบถึงขั้นตอนการสังเคราะห์เอทธิลีน  เอนไซม์ตัวที่มีบทบาทสำคัญก็จะทำให้เข้าใจกลไก และสามารถหาทางป้องกันหรือชะลอการสุก เช่น การใช้เทคนิคทางพันธุวิศวกรรมเข้าไปชะลอการสุกของผลไม้ในขั้นตอนการผลิตเอทธิลีน

               เอทธิลีน (H2 = CH2) 
               เอทธิลีนเป็นสารชนิดหนึ่งที่พืชสามารถผลิตขึ้นเองได้มีสถานะเป็นแก๊ส เอทธีลีนมีบทบาทที่สำคัญต่อพืชทั้งก่อน และหลังการเก็บเกี่ยว ในแง่ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เช่น ช่วยทำให้มีการออกดอกที่สม่ำเสมอในสับปะรด หรือเร่งการสุกของผลไม้หลาย ๆ ชนิดให้สม่ำเสมอได้ เช่น กล้วย  มะละกอ เป็นต้น ดังนั้นจะพบว่าการสุกของผลไม้จำเป็นต้องมีเอทธิลีนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในทางตรงกันข้ามเอทธิลีนอาจทำให้เกิดความเสียหายกับผลผลิตได้ เช่น ทำให้ผลไม้ที่เก็บเกี่ยวมาเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว อายุการเก็บรักษาสั้น หรือเกิดความผิดปกติเกิดขึ้นในพืชหลาย ๆ ชนิด เช่น เกิดจุดสีน้ำตาลบนใบผักกาดหอม เกิดรสขมในแครอท หรือทำให้หน่อไม้ฝรั่งมีการสร้างเส้นใยที่มากขึ้น ทำให้คุณภาพของผลผลิตลดต่ำลงด้วย ตัวอย่างกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการสุกของผลไม้ แสดงดังแผนภาพที่ 1
                แผนภาพที่ 1: แสดงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างการสุกของผลไม้

                กระบวนการผลิตเอทธิลีนในพืชนั้น เริ่มต้นจากกรดอะมิโนเมทไทโอนีน (Methionine)  ซึ่งเป็นกรดอินทรีย์ที่พืชสังเคราะห์ได้เอง แล้วถูกเปลี่ยนไปเป็น S-adenosyl methionine (SAM) ในลำดับต่อมา SAM ถูกเปลี่ยนเป็น 1-aminocyclopropane-1-carboxylic acic (ACC)  ด้วยเอนไซม์ ACC synthase แล้วในลำดับสุดท้าย ACC จะถูกเปลี่ยนไปเป็นเอทธิลีนในที่สุด ด้วยเอนไซม์ ACC oxidase ดังแสดงในแผนภาพที่ 2
                 แผนภาพที่ 2:แสดงกระบวนการผลิตเอทธิลีนในพืช

                 นอกจากเอทธิลีนจะถูกสร้างภายในพืชแล้ว เอทธิลีนยังสามารถสร้างได้จากแหล่งอื่น ๆ ได้อีก เช่น กองผักผลไม้ที่เน่าเสีย พืชที่ถูกไวรัสเข้าทำลาย  การเผาไหม้  หรือการทำงานของเครื่องยนต์ แสงจากหลอดไฟ  ควันบุหรี่ เป็นต้น

                 การนำเทคนิคทางพันธุวิศวกรรมมาประยุกต์ใช้
                 ยีนที่ควบคุมการสร้างเอนไซม์  ACC synthase และ ACC oxidase ได้ถูกจำแนก และทราบลำดับเบสในพืชหลายชนิด เช่น มะเขือเทศ ชิ้นส่วนของยีนเหล่านี้จะถูกใส่เข้าไปในพาหะ (vector) ที่เหมาะสม แล้วก็จะถูกถ่ายกลับเข้าไปในพืช ไม่ว่าจะเป็นเชิงกล เช่น การใช้เครื่องยิงอนุภาค   หรือการใช้แบคทีเรีย Agrobacterium ยีนเหล่านี้ก็จะไปแทรกอยู่ในโครโมโซมของพืช พืชที่ถูกถ่ายยีนจะมีการผลิตเอนไซม์ ACC synthase หรือ ACC oxidase ในปริมาณที่ลดลง ซึ่งทำให้ปริมาณการผลิตเอทธิลีนลดลง ส่งผลให้ผลไม้สุกช้าลงไปด้วย

                 กลไกการทำงานของยีนที่ใส่เข้าไปใหม่ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าเนื่องจากผลผลิตของยีน (mRNA) ที่ได้จากการถ่ายยีนจะไปจับกับผลผลิตที่ได้จากยีนเดิม (mRNA) เกิดเป็นสภาพสายคู่  (RNA-RNA  duplex) ซึ่งก็จะถูกย่อยสลายโดยกระบวนการภายในเซลล์ของพืช เมื่อ mRNA ถูกทำลายไปจึงไม่สามารถแปลรหัส (translate) เป็นโปรตีน (เอนไซม์) ได้

                 ตัวอย่างของผลไม้ที่ได้รับการปรับปรุงพันธ์ โดยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรม
                 ในต่างประเทศผลไม้ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทที่เอทธิลีนมีผลต่อการสุก และมีศักยภาพทางการค้าเป็นที่นิยม โดยทั่วไปการที่ผลไม้มีอายุการเก็บนานขึ้น นอกจากจะมีประโยชน์ต่อผู้ประกอบการด้านการเกษตรแล้วยังมีประโยชน์ต่อผู้บริโภค ทำให้ผลไม้ไม่เน่าเสียเร็วก่อนเวลาบริโภคอีกด้วย ผลไม้เหล่านี้ไม่มีความแตกต่างจากผลไม้ปกติ นอกจากคุณลักษณะของอายุการเก็บที่ยาวนานกว่า งานวิจัยส่วนใหญ่กระทำในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย

                 มะเขือเทศเป็นผลไม้ชนิดแรกที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์  เนื่องจากมีอายุสั้นสามารถเห็นผลได้เร็ว งานส่วนใหญ่จะเป็นการถ่ายยีน ACC synthase และ ACC oxidase ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเอทธิลีนในพืชกลับไปในพืชโดยพาหะที่เหมาะสม(vector) ในกรณีของมะเขือเทศพบว่า หลายกลุ่มวิจัยประสบผลสำเร็จสามารถผลิตมะเขือเทศ  ที่มีอายุการเก็บนานกว่าปกติ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการผลิตเป็นการค้า

                 ในแอปเปิ้ล ได้มีการศึกษายีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตเอทธิลีน และยีนที่มีการแสดงออก (expression) ในช่วงการสุกของผลไม้ ในแอปเปิ้ลพันธุ์ฟูจิซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บนานกว่าแอปเปิ้ลพันธุ์อื่น ๆ พบว่าการแสดงออกของยีน ACC synthase มีระดับต่ำกว่าในพันธุ์อื่นๆ

                 สำหรับกล้วย ลูกแพร์ญี่ปุ่น และเสาวรส ยีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างเอทธิลีน และยีนที่มีการแสดงออกระหว่างการสุกได้ถูกจำแนกแล้ว งานในขั้นต่อไปยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการ

                 ในประเทศออสเตรเลีย มีกลุ่มนักวิจัยกำลังศึกษาการยืดอายุการเก็บมะละกอ โดยการใช้ยีน ACC synthase ในขณะนี้ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการ  ได้มีกลุ่มนักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งสามารถแยกยีนที่ควบคุมการสร้างเอนไซม์ ACC deaminase ได้จากแบคทีเรีย Pseudomonas ซึ่งเอนไซม์นี้สามารถย่อยสลาย ACC สารที่ใช้ในการสร้างเอทธิลีนในพืช จากการทดลองพบว่า ถ้าเอาชิ้นส่วนของยีนนี้มาถ่ายเข้าไปในมะเขือเทศ มะเขือเทศบางสายพันธุ์ที่ได้รับยีนเข้าไปจะมีอายุการเก็บนานขึ้น ในขณะนี้งานทดลองยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการ

                 มีงานวิจัยอีกด้านหนึ่งใช้ยีนที่เกี่ยวข้องกับการอ่อนตัวของผลไม้ (softening) เช่น Polygalacturonase ซึ่งเป็นยีนที่ควบคุมการสร้างเอนไซม์ ทำให้ผนังเซลล์มีความอ่อนตัวลง ถ่ายกลับเข้าไปสู่พืชนั้นพบว่า ผลมะเขือเทศที่ได้รับการถ่ายยีนมีการสุกตามปกติ แต่มีลักษณะของเนื้อ (texture) ที่มีความเหมาะสมต่อการทำน้ำมะเขือเทศเข้มข้น (tomato paste) ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ได้รับการรับรองว่าปลอดภัยต่อผู้บริโภคจากคณะกรรมการอาหาร และยาประเทศสหรัฐอเมริกา (US.FDA) ขณะนี้ได้ถูกนำมา จำหน่ายทางการค้าในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยบริษัท Calgene ภายใต้ชื่อ Flavr Savr tomato paste

                 ความเป็นไปได้สำหรับประเทศไทย ในการพัฒนาเทคโนโลยีทางพันธุวิศวกรรม
                 ประเทศไทยมีศักยภาพอย่างมาก เนื่องจากเรามีพันธุ์ผลไม้ที่มีความเหมาะสมต่อการปรับปรุงพันธุ์หลายชนิด เช่น มะละกอ กล้วย  มะม่วง  ละมุด เรามีผู้มีความชำนาญที่สามารถเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เพื่อใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ และการถ่ายยีน ตลอดจนการเลี้ยงเนื้อเยื่อที่ได้รับการถ่ายยีนให้กลับไปเป็นต้นเช่นเดิมได้ นอกจากนี้นักวิจัยในประเทศเรายังมีความร่วมมือกับนักวิจัยในประเทศอื่น ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ และข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่องานวิจัย ในขณะนี้มี 2 กลุ่มนักวิจัยกำลังศึกษาเกี่ยวกับ การแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการสุกในมะม่วง และมะละกอ

                 บทสรุป
                 การยืดอายุของผลไม้หลังการเก็บเกี่ยวนี้ เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเทศเกษตรกรรม เช่น ประเทศไทยนอกจากเราจะสามารถใช้ในการบริโภคภายในประเทศแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนผลไม้ไทยหลายชนิดที่ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากไม่สามารถเก็บได้นาน  เกิดการเน่าเสียได้ง่ายแล้ว ยังจะสามารถแล้วยังจะสามารถพัฒนาเพื่อเป็นสินค้าออกในอนาคตได้อีกด้วย

Biotec : ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ

 

ภาพประกอบ


รูปที่ 1 วิธีผสมพันธุ์พืชแบบเก่า


รูปที่ 2 วิธีผสมพันธุ์พืชแบบใหม่


แผนภาพที่ 1 แสดงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างการสุกของผลไม้


แผนภาพที่ 2 แสดงกระบวนการผลิตเอทธิลีนในพืช