ประวัติศาสตร


นางแอนนา เลียวโนเวนส์ หญิงฝรั่งที่ตอแหลเรื่องเมืองไทย

นางแอนนา แฮร์เรียท เอ็ดเวอร์ดส์ หลายท่านคงสงสัยว่านางนี่เป็นใคร ลองติดตามดูนะครับ

เห็นตามที่คนเขาไปสืบ ๆ มาได้ความว่า ยายคนนี้เป็นลูกสาวของจ่านายสิบทอมมัส เอ็ดเวอร์ดส์ ที่เกิดกับแม่ชื่อแมรี่ ซึ่งผู้ที่สืบสาวขึ้นไปก็ว่าหาสกุลรุนชาติไม่ได้อีกเหมือนกัน มีเพียงข่าวลือว่า ถ้าไม่เป็นลูกสาวแขกขาวก็ต้องเป็นลูกสาวของพวกยูโรเชี่ยน คือลูกครึ่งฝรั่งอังกฤษกับแขกอินเดีย ไม่ได้เป็นผู้ดีแปดสาแหรกมาจากเมืองผู้ดีอย่างที่ร่ำลือกัน

จ่าเอ็ดเวอร์ดส์นายนี้ ก็เป็นทหารอังกฤษที่ถูกส่งมาประจำการอยู่ที่ค่ายทหารใกล้กับเมือง อาเหม็ดนักเกอร์ ในประเทศอินเดีย แล้วมาแต่งเมียที่นั่น ยายแอนนา แฮร์เรียท คนนี้ เป็นลูกคนที่สองที่เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1831 ตรงกับปี พ.ศ. 2374 อันเป็นปีต้น ๆ แห่งรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในฐานะที่เป็นลูกทหาร จึงได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนของกองทหารที่เมืองอาเหม็ดนักเกอร์ นั้นจนจบฟอร์มแปดหรือจบประโยคมัธยมต้น พอถึงปี ค.ศ.1849 หรือ พ.ศ. 2392 อายุได้ 18 ปี ก็ได้แต่งงานกับทหารชั้นประทวนชื่อ สิบเอกทอมมัส ลีโอน โอเวนส์ (Sgt. Thomus Leon Owens) จนกระทั่งถึงปี ค.ศ.1858 หรือ พ.ศ.2401 (เหตุที่อ้าง พ.ศ.คู่กับ ค.ศ.ไว้ทุกครั้งก็เพื่อท่านจะได้สะดวกในการลำดับความของเรื่องนี้ต่อไปน่ะครับ) ซึ่งเป็นรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สิบเอกทอมมัส ลีโอนโอเวนส์ ก็ได้ถึงแก่กรรมลงด้วยโรคบิดร้ายแรง ทิ้งให้ยายแอนนาเป็นแม่หม้ายลูกติดสองคน คนโตเป็นหญิงชื่อ เอวิส คนรองเป็นชายชื่อ หลุยส์ ปีที่ผัวตายนั้น นางแอนนามีอายุได้ 28 ปีเต็ม ๆ

พอถึงปี พ.ศ.2405 นางแอนนา แฮร์เรียท เอ็ดเวอร์ดส์ ก็ทนรับสภาวะที่ขัดสนอยู่ต่อไปไม่ไหว ก็ตัดสินใจเดินทางออกจากเมืองอินเดีย ไปรับจ้างสอนหนังสือที่โรงเรียนของกองทัพอังกฤษ ที่เปิดขึ้นเพื่อสอนลูกหลานของทหารอังกฤษที่มาประจำการที่สิงค์โปร์ เมื่อเดินทางมาถึงเกาะสิงค์โปร์ นางแอนนาคนนี้ก็ได้เขียนนามสกุลของตน ให้เพี้ยนไปจากเดิมเป็น Leonowens โดยให้ออกเสียงว่า ลีโอโนเวนส์หรือเลียวโนเวนส์ ในปีที่นางแอนนา พาลูกสาวและลูกชายอพยพมาจากอินเดียนั้น อายุอยู่ระหว่าง 31 ย่างเข้า 32 ถ้าเป็นดอกกระดังงา ก็กระดังงาลนไฟ ที่ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วเกาะสิงค์โปร์ นายทหารอังกฤษไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ ไม่ว่าจะยังโสดหรือมีเมียแล้ว ต่างก็มองดูคุณครูสาวใหญ่ลูกติดคนนี้ด้วยสายตาเป็นมัน ร้อยเอกวัยต้นสี่สิบนายหนึ่งกับร้อยตรีหนุ่มโสดคนหนึ่ง ถึงกับท้าดวลปืนกันให้ถึงตายไปข้างหนึ่ง เพราะเรื่องชิงรักหักสวาท และความหึงหวง เคราะห์ดีที่นายพันเอกผู้บังคับบัญชารู้เรื่องเข้า จึงเรียกตัวไปไกล่เกลี่ย จึงไม่มีเรื่องถึงกับเสียเลือดเนื้อกันเพราะเสน่ห์ของนางคนนี้ และที่สิงค์โปร์นี้นางแอนนาได้เริ่มตอแหลเป็นครั้งแรกว่า สามีของตนที่ตายไปแล้วนั้น เป็นนายทหารยศร้อยเอก และไปถึงแก่ความตายโดยถูกเสือกัด ในขณะที่ออกไปล่าเสือกับมหาราชาองค์หนึ่ง ถึงบางอ้อหรือยังครับ ว่านางคนนี้คือใคร

ระยะนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้พระราชโอรสและพระราชธิดา รวมทั้งนางในได้ทรงเรียนรู้และเรียนรู้ภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีของชาวยุโรป แต่เพราะเหตุที่ต้องการประหยัดพระราชทรัพย์ จึงมิได้ทรงแจ้งพระราชประสงค์ไปยังราชทูตไทยที่กรุงลอนดอน ให้ส่งครูมาจากที่นั่น แต่ทรงมีรับสั่งให้นายตัน กิม เจ็ง กงสุลสยามประจำประเทศสิงค์โปร์ เพราะสนนราคาค่าจ้างและค่าเดินทางย่อมจะถูกกว่ากันเป็นอันมาก ว่ากันว่า นายตัน กิม เจ็ง ได้นำเรื่องนี้เข้าไปหารือกับนายทหารอังกฤษที่ชอบพอกัน นายทหารผู้นั้นเห็นเป็นทีที่จะผ่องถ่ายนางแอนนา เพราะถ้าเกิดให้อยู่ต่อไป ก็เห็นจะเกิดสามัคคีเภทกันขึ้นในกรมกองทหารอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ก็เลยยุส่งให้เลือกนางแอนนาเสียเลย ฝ่ายนายตัน กิม เจ็ง กงสุลสยาม เมื่อเห็นนายทหารอังกฤษออกมารับแรงแข็งขอบเช่นนี้ ก็บอกเรื่องราวมาให้กรมท่ากราบทูลพระกรุณา

นางแอนนา แฮร์เรียท เลียวโนเวนส์ จึงมีโอกาสได้รับราชการในตำแหน่งครูประจำพระราชสำนักพระเจ้ากรุงสยาม และช่วยทำหน้าที่ราชเลขานุการิณี ฝ่ายกิจการต่างประเทศ และได้รับพระราชทานเงินเดือนสูงถึงเดือนละ 100 เหรียญด้วยประการฉะนี้ (สมัยนั้นค่าแลกเปลี่ยนเงินบาทไทย ประมาณ 3 บาทต่อ 1 เหรียญ ผู้คัดลอก)

นางแอนนาและบุตรชายที่ชื่อหลุยส์ ได้เดินทางจากสิงค์โปร์เข้ามายังกรุงเทพโดยเรือกลไฟชื่อเจ้าพระยา ส่วนบุตรสาวคือเอวิสนั้น ถูกส่งไปเข้าโรงเรียนที่ประเทศอังกฤษ ครั้นเมื่อเข้ามาถึงกรุงเทพแล้ว นางแอนนาตัวดีคนนี้ก็วางตัวอย่างผู้ดีแปดสาแหรกของอังกฤษ ให้เป็นที่ฮือฮาของวงการสังคมฝรั่งอังกฤษอเมริกันที่อยู่ใต้ฟ้าเมืองไทย นางแอนนารับราชการอยู่ติดต่อกันห้าปี จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2410 จึงได้กราบบังคมทูลขอลาพักร้อนเป็นเวลา 6 เดือน ครั้นได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วก็เดินทางตรงไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อสมทบกับเอวิสลูกสาวซึ่งไปมีลูกมีผัวอยู่ที่นั่น ตอนขาไปนางแอนนาแวะส่งลูกชายคือหลุยส์ ให้เข้าเรียนที่โรงเรียนประจำแห่งหนึ่งที่ไอร์แลนด์ ครั้นเมื่อไปถึงอเมริกาแล้ว นางแอนนาก็ไม่มีโอกาสที่จะเดินทางกลับมาเมืองไทย ทั้งนี้เพราะในขณะที่นางยังอยู่ในนิวยอร์ก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคตลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระชนมายุเพียง 16 พรรษาได้ทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระราชบิดา

ในเวลาอีกสองปีต่อมาคือ ในปี พ.ศ.2413 นางแอนนา เลียวโนเวนส์ ซึ่งขณะนั้นยังคงพำนักอยู่กับลูกสาวในกรุงนิวยอร์ก ก็ได้สร้างความฮือฮาให้เกิดกับวงบรรณกรรมของโลกใหม่ โดยการเขียนสารคดีเรื่อง “The English Governess at The Siamese Court” ให้นิตยสารรายเดือนชื่อ แอตแลนติค มันธ์ลีส Atlantic Month Lead’s นำไปลงอย่างต่อเนื่อง ในระยะนั้น คนอเมริกันซึ่งส่วนมากยังเป็นคนครึ่ง ๆ กลาง ๆ คือยังเป็นคนจำพวก รู้น้อยว่ามากรู้ เริงใจ และยังคงเห่อเรื่องการทำสงครามปลดปล่อยทาส ที่เพิ่งจะผ่านไปได้ไม่ถึงสองสามปีดี ครั้นได้มาอ่านข้อเขียนของนางแอนนา ที่ตอแหลว่าตัวเองเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเลิกทาสในเมืองไทย นางแอนนาก็กลายเป็นวีรสตรีของอเมริกันชนในกลุ่มนั้นไปในทันทีทันใด (การเลิกทาสในเมืองไทยเริ่มในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ซึ่งในขณะนั้นนางตัวดีไม่ได้อยู่ในเมืองไทยแล้ว ผู้คัดลอก)

เมื่อบรรณาธิการและผู้พิมพ์ผู้โฆษณามองเห็นเป็นหนทางทำมาหาได้ ก็ทั้งยุยงและทั้งจ้างวานด้วยจำนวนเงินทีเป็นกอบเป็นกำ ให้นางแอนนาย่ามใจเขียนบทต่อไปเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุดก็ลามปามไปจนถึงพระเจ้ากรุงสยาม ผู้ทรงทศพิธราชธรรม ผู้ทรงเคยมีพระเดชพระคุณปกเกล้าปกกระหม่อมตนเองมาก่อน ด้วยอำนาจเงิน นางแอนนา เลียวโนเวนส์ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับราชสำนักไทยออกมาถึง 4 เล่ม หนังสือนี้ดังไปทั่วทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ฝรั่งทั้งหลายทั้งปวงต่างก็เชื่อกันเป็นตุเป็นตะ ราชทูตไทยประจำราชสำนักเซนต์ เจมส์ เห็นว่าเรื่องจะไปกันใหญ่ จึงมีคำสั่งไปยังกงสุลสยามประจำกรุงนิวยอร์ก ให้ไปต่อว่าต่อขานนางแอนนา แต่ผลลัพธ์ที่กงสุลสยามได้มา ก็เป็นเพียงคำขอโทษด้วยวาจาเท่านั้น แต่ก็ยังดีที่ว่า เมื่อได้รับคำต่อว่าต่อขานจากกงสุลแล้ว นางแอนนาซึ่งมีทีท่าว่า จะเขียนเรื่องตอแหลเกี่ยวกับราชสำนักไทย เพื่อหาลำไพ่อีกก็ได้เลิกล้มความตั้งใจนั้นเสียโดยสิ้นเชิง

ในปี พ.ศ. 2421 นางแอนนา เลียวโนเวนส์ ได้ย้ายติดตามลูกสาวจากนิวยอร์กไปอยู่ที่เมืองฮัลเลอแฟกซ์ ในประเทศแคนาดา แล้วย้ายไปอยู่ที่เมืองมอนทรีออล และไปถึงแก่กรรมที่นั่นเมื่อปี พ.ศ.2485 นับอายุขัยได้ 84 ปี

ในเวลาอีก 30 ปีต่อมา คือในปี พ.ศ.2487 ก็มีหญิงฝรั่งที่ตอแหลไม่แพ้กันอีกคนหนึ่ง เกิดไปรวบรวมเอาหนังสือที่นางแอนนา เลียวโนเวนส์เขียนไว้ทั้ง 4 เล่ม มาผสมผสานให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำไปพิมพ์เป็นเล่มโดยใช้ชื่อใหม่ว่า “The King and I ” หนังสือเล่มนี้พอถูกนำออกวางแผงก็ดังระเบิดไปในชั่วพริบตา นังตัวดีคนหลังนี้ชื่อ มาร์กาเร็ต แลนดัน เป็นเมียของหมอสอนศาสนาคริสต์ นิกายอเมริกัน เพรสไบเทเรียน ที่เคยเข้ามาเผยแผ่ศาสนานิกายนั้นในเมืองไทย เป็นเวลากว่า 10 ปี ในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ฉะนั้นจึงใส่สีตีไข่ ใส่ผงชูรสและพยายามตอแหลให้เป็นตุเป็นตะยิ่งกว่านางแอนนา และเมื่อหนังสือนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง บริษัทยักษ์ใหญ่ของฮอลลีวู๊ดที่ชื่อ บริษัท ทเวนตี้ เซนจูรี่ ฟอกซ์ ก็รีบซื้อไปทำหนังขาวดำ โดยเปลี่ยนชื่อจาก The King and I เป็น The True Story of a 19th Century British Governess มี เรคซ์ แฮริสัน เป็นผู้สวมบทบาทพระเจ้ากรุงสยาม หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี ริเชอร์ด ร็อจเจอร์ กับ ออสการ์ แฮมเมอร์สสไตน์ นักประพันธ์เพลงเอกของโลก ก็ได้นำเอานวนิยายขายดีเรื่องนี้ไปทำเป็นละครเพลง นำออกแสดงที่โรงละครเซนต์เจมส์ ในบอรดเวย์ โดยมีนักแสดงหัวโล้นชื่อ ยูล บรินเนอร์ เป็นผู้สวมบทบาทเป็นพระเจ้ากรุงสยาม

ละครเรื่องนี้สร้างสถิติให้กับบอรดเวย์ เพราะมีการแสดงต่อเนื่องกันอยู่ถึง 1,246 รอบ ปี พ.ศ.2499 ทเวนตี้ เซนจูรี่ ฟอกซ์ ได้สร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เป็นหนังสีสวยสดงดงามและเปลี่ยนชื่อเป็น “The King and I” โดยมี ยูล บรินเนอร์ แสดงนำร่วมกับ เดบอราห์ คารร์ หนังเรื่องนี้ห้ามฉายในเมืองไทย และได้รับรางวัลตุ๊กตาทองถึง 5 ตัว

พอหนังเรื่องนี้ออกมาฉายได้พักใหญ่ ๆ ก็มีคนอเมริกันที่มีความปราถนาดีต่อเมืองไทย 2 คน คือนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญทางไทยคดีศึกษาที่ชื่อ อเล็กซานเดอ กริสโวลด์ (Alexander Griswold)คนหนึ่งกับ แอบบอท โลว์ แมฟฟัท (Abbot Low Maffat) นักประวัติศาสตร์ชื่อดังอีกคน ได้ออกมาช่วยคัดค้านโดยการเขียนหนังสือแฉความจริงอย่างจะจะขึ้นมาคนละเล่ม หนังสือเล่มที่ อเล็กซานเดอ กริสโวลด์ เขียนขึ้นนั้นชื่อเรื่องว่า “King Mongkut of Siam” โจมตีนางแอนนาว่า นำเอาเรื่องเท็จมาเขียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการลงพระราชอาญาเจ้าจอมทับทิม ซึ่งเป็นชู้กับพระภิกษุ โดยการเผาทั้งเป็นอย่างโหดร้ายทารุณนั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีทางจะเกิดขึ้น เพราะถ้าเกิดขึ้นจริง ก็ย่อมที่จะรู้ไปถึงหูของบรรดาชาวต่างประเทศที่เป็นฝรั่งที่เข้ามาทำมาหากินอยู่ในเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งที่เป็นหมอสอนศาสนา ที่เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์และทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวไปด้วยในตัว ย่อมจะไม่ละเลยที่จะเสนอข่าวเช่นนี้ ถ้ามีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ๆ

ส่วนเรื่องที่ว่า พระเจ้ากรุงสยามมีพระราชโองการให้นำเอาคนไปฝังทั้งเป็น ในหลุมเสาประตูพระราชวัง เพื่อให้วิญญานของคนผู้นั้นอยู่รักษาประตูไปชั่วกาลนานนั้น อเล็กซานเดอ กริสโวลด์ แย้งว่า นางแอนนาพูดเท็จอย่างแน่นอน เพราะไม่มีธรรมเนียมเยี่ยงนี้ในสยามประเทศ โดยเฉพาะพระเจ้ากรุงสยามที่ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก ที่ทรงเคยอยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์มาเป็นเวลานานเกือบสามสิบปีนั้น ย่อมจะไม่ทรงประพฤติปฏิบัติหรือทรงยินยอมให้ผู้หนึ่งผู้ใดประพฤติปฏิบัติเยี่ยงนั้นเป็นอันขาด

ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ที่ อเล็กซานเดอ กริสโวลด์ ได้กล่าวตำหนิติเตียนนางแอนนาไว้อย่างสาหัสสากรรจ์ ก็คือเรื่องมารยาทที่ ต่ำทราม ของนางแอนนา กริสโวลด์ เขียนไว้ว่า นางแอนนานั้น ไม่ได้ประพฤติตนเป็นผู้ลากมากดี อย่างที่นางอ้างอิงไว้ว่านางเป็น ตามความเป็นจริงนั้นนางไม่ได้มีความสำคัญอันใด ในราชสำนักมากมายนักหนาอย่างที่นางคุยโวไว้ มีอยู่หลายครั้งหลายหนที่นางบังอาจจู่ลู่เข้าไปเฝ้า พระเจ้าอยู่หัวในขณะที่พระองค์กำลังทรงกระทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมเสนาบดี และการกระทำที่มิบังควรเช่นนี้ ตังนางกลับมาเขียนโอ้อวดว่าเป็นการแสดงความกล้าหาญ เป็นการแสดงสิทธิเสรีภาพของสตรี (สตรีอเมริกัน เพิ่งจะมีสิทธิเสรีภาพให้ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีได้เมื่อไม่ถึง 40 ปีนี้เอง)

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น่าจะทรงระอาในความประพฤติเยี่ยงนี้ของนางแอนนา จึงถึงกับทรงมีพระราชปรารภกับข้าราชบริพารใกล้ชิดว่า

“หมู่นี้ แหม่มเลียวโนเวนส์นชักจะซุกซนมากไปเสียแล้ว เดี๋ยวก็จะเอาอ้ายโน่นเดี๋ยวก็จะเอาอ้ายนี่ ชักจะกล้าหาญชาญชัยขึ้นทุกวัน ๆ เมื่อสองสามวันนี้ก็ใช้ให้ลูกชายจู่ลู่มาถึงหน้าพระที่ มาขออนุญาตให้แม่เข้าเฝ้าด้วยราชการด่วน เมื่อข้าอนุญาตให้เข้าเฝ้าได้ก็ไม่มา อ้างว่ามีท่านเสนาบดีกำลังเฝ้าแหนอยู่เยอะ เรื่องที่จะเข้าเฝ้านั้น ชะรอยจะเป็นเรื่องที่กงสุลอังกฤษใช้ให้มาห้ามปรามมิให้ข้าส่งทูตไปลอนดอน แต่ให้ข้าติดต่อกับเซอร์จอห์น โบวล์ริง โดยตรง เรื่องนี้ถ้าสำเร็จ แหม่มก็เห็นท่าจะได้รางวัลหลาย ๆ พันแน่นอน….”

ส่วนแอบบอท โลว์ แมฟฟัท ซึ่งเขียนหนังสือเรื่อง Mongkut, The King of Siam พิมพ์โดยโรงพิมพ์ของมหาวิทยาลัย คอร์เนลล์ ปี พ.ศ.2506 นั้น ยิ่งซ้ำร้ายไปกว่ากริสโวลด์ โดยแมฟฟัทได้กล่าวหาว่านางแอนนาเป็นคนประเภทที่คนอังกฤษยุควิคตอเรียประณามว่า เป็นพวกเห่อสังคม หรือเป็นสังคมที่ชอบซ่อนเร้นสถานภาพที่เป็นจริงของตน ชอบโกหกตนเอง จนเรื่องโกหกนั้นกลายเป็นเรื่องจริงไป เรื่องที่นางแอนนาพูดปดจนถูกจับได้นั้น ได้แก่เรื่องที่นางไปเที่ยวอ้างอิงว่า สามีของตนมียศเป็นนายร้อยเอก แห่งกองทัพบกอังกฤษ และไปถึงแก่ความตายเพราะถูกเสือกัด ในขณะตามเสด็จมหาราชาองค์หนึ่งออกไปล่าเสือ อย่างหน้าตาเฉย ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงนั้นสามีของนางมียศทางทหารแค่สิบเอกและถึงแก่กรรมด้วยโรคปัจจุบัน นอกจากนี้ โลว์ แมฟฟัท ยังตอกย้ำลงไปอีกว่า อีกเรื่องที่นางแอนนาโกหกอย่างแรง ได้แก่เรื่องที่นางอ้างว่าได้อยู่เฝ้าที่ข้างพระแท่นที่บรรทม จนถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพของพระมหากษัตริยาธิราชเข้าพระองค์นี้ และมิหนำซ้ำ ยังได้เป็นผู้เสนอแนะให้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งตั้งเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เป็นองค์รัชทายาท ซึ่งความเป็นจริงแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จสวรรคตในขณะที่นางแอนนากำลังอยู่ในระหว่างพักร้อนที่นิวยอร์ก

อนึ่ง ที่นางแอนนาอ้างว่า พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ได้ทรงชักชวนให้นางกลับเข้ารับราชการต่อนั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะจะเห็นได้ว่าในกาลต่อ ๆ มาพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ทรงพอพระราชหฤทัยที่จะส่งพระราชโอรส ไปศึกษาหาความรู้ในประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ในทวีปยุโรป แทนที่จะจ้างครูมาถวายพระอักษรให้ในเมืองไทย

เรื่องนี้มาดังอีกครั้งหนึ่งเมื่อบริษัทฝรั่งบริษัทเดียวกันนั้น ได้นำเอาหนังเรื่องนี้มาสร้างใหม่อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Anna and The King โดยให้ โจ เหวิน ฟะ สวมบทบาทเป็นพระเจ้ากรุงสยามและให้ โจดี้ ฟอสเตอร์ สวมบทเป็นนางแอนนา หนังเรื่องนี้ฟอกซ์อยากจะมาสร้างในเมืองไทย แต่เมื่อมาเจอกระแสการต้านทานเอาไปทำปู้ยี้ปู้ยำกันในประเทศมาเลเซีย

"ที่นำเอาเรื่องของ นางแอนนา มาทำบันทึกกันให้ได้อ่านในครั้งนี้ ก็เพราะอยากให้ประชาชนชาวโลก ได้เห็นเป็นที่ประจักษ์กันว่า พระมหากษัตริย์ไทยของเรานั้น ไม่ว่าจะทรงอยู่ในยุคใดสมัยใด ก็ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ทรงประกอบไปด้วยพระคุณธรรม มิได้ทรงเป็นมนุษย์หินชาติป่าเถื่อน อย่างที่ปรากฏในท้องเรื่องที่ฝรั่งมันยกเมฆขึ้นมาแต่อย่างใด"

********************************************

ทัศน์ทรง ชมภูมิ่ง บันทึกจากนักอ่านถึงนักอ่าน ต่วยตูน ฉบับเดือนมิถุนายน 2543 ปักษ์หลัง

Home ประวัติศาสตร์