บทที่ 1

สาระสำคัญแห่งความจริงของชีวิตและความหมายของชีวิต

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับชีวิต กำเนิดและวิวัฒนาการของชีวิต

ชีวิต ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 เป็นคำนาม หมายความว่าความเป็นอยู่ตรงกันข้ามกับคำว่า "อชีวะ" หรือ "อชีวิต" คือ ความไม่มีนชีวิตหรือความตายเพราะสิ้นกาย ไออุ่น และวิญญาณ ฉะนั้นการเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของตนเองจะทำให้เข้าใจข้อเท็จจริง คุณค่า ความสำคัญ ความเป็นไปและความควรจะเป็นแห่งชีวิตของตนได้อย่างถูกต้อง

พระเทพวิสุทธิเมธี (พุทธทาสภิกขุ) ได้กล่าวถึงชีวิตในมุมมองที่แตกต่างกันว่า “เรื่องของชีวิตคืออะไรนี้ มันก็มีหลายแง่หลายมุม , ถ้ามองในแง่วัตถุชีวิตก็มีความหมายอย่างหนึ่ง ถ้ามองในแง่จิตใจก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง ถ้ามองในแง่ธรรมะสูงสุด มันก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง แต่เราก็เอาความหมายธรรมดา ๆ นี่ว่า ชีวิตคือความที่ยังไม่ตาย ยังมีชีวิตอยู่ นี้มันคืออะไร ? ด้วยคำถามต่อไปอีกว่าเพื่ออะไร ? เพื่อทำอะไร ? (ธรรมะสำหรับครู : 182)

จาการตอบคำถามเกี่ยวกับชีวิตตามทรรศนะของท่านพุทธทาสภิกขุทำให้เราทราบลึกลงไปอีกว่าชีวิตมีจุดหมายปลายทาง มิใช่แต่เพียงสักว่ามีอยู่ เป็นอยู่เท่านั้น ซึ่งจุดหมายปลายทางของชีวิตดังกล่าวคือ ความอยู่รอดซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติหรือเดินตามกฎธรรมชาติ ความอยู่รอดดังกล่าว หมายถึง การรักษาชีวิตของตนเองและรวมไปถึงการอยู่รอดของผู้อื่นในแวดวงเดียวกันด้วย ดังจะเห็นได้จากพฤติกรรมของหมู่สัตว์ที่มีสัญชาตญาณในการดูแลรักษาเผ่าพันธุ์ของตนให้อยู่รอดด้วยการหาอาหารและป้องกันภัยให้แก่ลูกน้อยและบริวารของตน ดังนั้นความอยู่รอดจึงเป็นเป้าหมายของชีวิตในระดับสากลทั้งในคน สัตว์ และพืช

ประโยชน์ของการรู้ความจริงของชีวิต

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับคนที่รู้ความจริงของชีวิต (2520 : 21) ว่า “คนที่มีความมั่นใจในชีวิตของตน จนไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้ต่อความตาย ก็เพราะได้ดำเนินชีวิตของตนอยู่อย่างดีที่สุดและได้ใช้ชีวิตนั้นให้เกิดคุณประโยชน์คุ้มค่ากับการที่ได้เกิดมาแล้วชาติหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นอยู่อย่างผู้มีชัย ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต

ความหมายของคำว่าคน

ท่านพุทธทาสภิกขุได้กล่าวถึงคนในความหมายมนุษย์ว่า “เมื่อพูดถึงคำว่า คน ก็ขอให้ยึดถือเอาความหมายของคำว่ามนุษย์ นั่นแหละเป็นหลัก คำว่า มนุษย์ นี้แปลว่า ผู้มีใจสูง

ตามทรรศนะของท่านพุทธทาส คำว่า “คน” มีความหมายได้ในสองแง่ คือ แง่ภาษาคนและแง่ภาษาธรรม โดยท่านให้พิจารณาดู ดังนี้

1. พิจารณาดู “คน” ในแง่ภาษาคน

คนคืออะไร ? ในภาษาคน ก็คือคนเป็นคนตามความรู้สึกของเราแล้วก็ถือว่าเป็นยอดสุดของวิวัฒนาการ จะกล่าวไปในทางวัตถุร่างกาย เขาก็ถือกันว่า มนุษย์นี้เป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการสูงสุด วิวัฒนาการตั้งต้นมาตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียว เป็นสัตว์ในน้ำเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เป็นสัตว์บก เป็นสัตว์ขึ้นไปบนฟ้า เป็นอะไรไปทั่วโลก แล้วก็มาสูงสุดอยู่ที่ความเป็นคน เลยถือว่า คนเป็นยอดสุดของวิวัฒนาการตามวิชาการทางวิทยาศาสตร์

2. พิจารณาดู “คน” ในแง่ภาษาธรรม

เมื่อคนมีวิวัฒนาการทางด้านร่างกายอันสูงสูดกว่าสัตว์ ดังนั้น จึงแสวงหาความแตกต่างของตนเองกับสัตว์ต่าง ๆ ทีนี้มาพิจารณาดูคนในแง่ภาษาธรรมหรือด้านจิตใจ คนเราก็ได้เคยพยายามกันในส่วนนี้ จนกระทั่งเกิดบุคคลชนิดที่เราเรียกกันว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ค้นพบความมีจิตใจที่ประเสริฐที่สุด อยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง แล้วก็สอนให้คนอื่นเป็น แล้วปฏิบัติตามได้ด้วย ก็มีความเป็นคนทางจิตใจเกิดขึ้น ซึ่งดีกว่าสัตว์ สูงกว่าสัตว์ ประเสริฐกว่าสัตว์โดยแท้จริง

ลักษณะของความจริง ความจริงมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับสูงสุด ซึ่งต้องอาศัยสติปัญญาและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายได้วางแนวทางไว้จึงจะสามารถเข้าถึงความจริงได้

เนื่องจากความจริงเป็นนามธรรม จึงต้องอาศัยความรู้เข้าไปศึกษาและอธิบายลักษณะของสิ่งที่เรากำลังพูดถึงเกี่ยวกับเนื้อแท้ของมัน ซึ่งมีคำที่ใช้เป็นสื่ออยู่ 3 คำด้วยกัน คือ ข้อเท็จจริง ความจริง และความเป็นจริง

1. ข้อเท็จจริง (Fact ) หมายถึง ความรู้เห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยประจักษ์ทางประสาทสัมผัสทั้งหน้า ได้แก่ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส และกาย กับสัมผัส

2. ความจริง (Truth) หมายถึงสิ่งที่เป็นสากล กล่าวคือเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับธรรมชาติของความเป็นจริง (Reality) เช่น เรารู้ว่าสิ่งหนึ่งเป็นความจริงจากการพิสูจน์ตรวจสอบด้วยหลักแห่งเหตุผล เช่น คนทกคนต้องตาย ใครก็ตามที่เป็นคน เขาจะต้องตายแน่นอน

3. ความเป็นจริง (Reality) หมายถึง ความจริงสูงสุด หรือความจริงสมบูรณ์ หมายถึงธรรมชาติแท้ ๆ ของสรรพสิ่งตลอดโครงสร้าง กำเนิด และพัฒนาการของสิ่งนั้น ความจริงสูงสุดดังกล่าวนี้ต้องเป็นจริงที่ตายตัวแน่นอน เป็นอมตะและเป็นนิรันดร เช่น สภาพของจักรวาล สภาพของจิตวิญญาณ เป็นต้น

ทฤษฎีว่าด้วยความจริง

การที่จะตัดสินว่าอะไรจริงหรือไม่ น่าเชื่อถือหรือไม่ อาจใช้ทฤษฎีว่าด้วยความจริงเป็นเครื่องมือในการตัดสิน และทฤษฎีว่าด้วยความจริง ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันดังต่อไปนี้

1. ทฤษฎีสหนัย (Inherence Theory) คือ ทฤษฎีที่ถือว่า การที่จะถือว่า ข้อความใดข้อความหนึ่งเท็จจริงหรือไม่ ให้ดูว่าข้อความนี้สอดคล้องกับข้อความอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบเดียวกันหรือไม่ ถ้าสอดคล้องกัน ข้อความนั้นก็เป็นจริง ถ้าขัดแย้งกันข้อความนั้นก็ไม่เป็นจริง เช่นถ้ามีใครพูดว่า "นายแดงต้องตายแน่" เราก็ต้องยอมรับคำพูดนี้จริง เพราะความรู้เดิมมีอยู่ว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องตาย แดงก็ต้องกตายเพราะแดงเป็นสิ่งที่มีชีวิต ทฤษฎีนี้จึงเกี่ยวข้องกับวิธีหาความรู้แบบนิรนัย (Deduction)

2. ทฤษฎีสมนัย (Correspondence Theory) คือทฤษฎีที่ถือว่า การที่จะถือว่าความรู้ใดเป็นความรู้ที่ถูกต้องเป็นจริงก็ต่อเมื่อความรู้นั้นตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ เช่น การที่เราจะยอมรับว่า "น้ำบริสุทธิ์เดือดที่อุณหภูมิ 100 องศา" ก็ต่อเมื่อเราได้ทดลองเอาน้ำไปใส่กาต้มดู ดังนั้นสิ่งที่ค้ำประกันว่า ความรู้ถูกต้องเป็นจริง คือการที่ความรู้นั้นตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ทฤษฎีนี้จึงเกี่ยวข้องกับการหาความรู้แบบอุปนัย (Induction)

3. ทฤษฎีปฏิบัตินิยม (Pragmatism) คือทฤษฎีที่ถือว่า เกณฑ์ตัดสินความจริง คือ การใช้งานได้ ความสำเร็จประโยชน์ในทางปฏิบัติ ความมีอัตถประโยชน์ คือ พิจารณาจากความสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติ สิ่งที่เป็นจริงคือ สิ่งที่มีประโยชน์ ปฏิบัติแล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ทฤษฎีปฏิบัตินิยมเกิดจากความบกพร่องของทั้งสองทฤษฎีแรกข้างต้น กล่าวคือ ทฤษฎีสหนัย มีความบกพร่องตรงที่ว่า ถ้าความรู้เดิมผิดพลาด ความรู้ที่เราได้รับมาใหม่ ก็จะต้องผิดพลาดด้วย ทฤษฎีสมนัยมีความบกพร่องตรงที่ว่า ในโลกนี้มีแต่ความเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอน ดังนั้น สิ่งที่คิดว่าเป็นความจริงในขณะนี้อาจจะไม่ตรงกับคามจริงในอนาคตก็ได้ ดังนั้นจึงมีผู้เสนอให้ใช้ทฤษฎีปฏิบัตินิยมแทน

ข้อควรระลึกเสมอก็คือในบรรดาทฤษฎีทั้งสามนี้ ไม่มีทฤษฎีใดสมบูรณ์แน่นอนตายตัว ขนาดที่ว่าสามารถจะนำไปใช้ได้กับทุกกรณีทุกที่ทุกสถานการณ์ ทฤษฎีแต่ละทฤษฎีล้วนมีข้อจำกัดในการนำไปใช้ เช่น ทฤษฎีสหนัยใช้ได้ดีกับความจริงทางคณิตศาสตร์ ส่วนทฤษฎีสมนัยนั้นใช้สำหรับตรวจสอบความถูกต้องหรือความจริงทางวิทยาศาสตร์ และถ้ายังไม่พอใจวิธีการ ทั้งสองนั้นก็น่าจะลองหันมาใช้ทฤษฎีปฏิบัตินิยมดูได้ เพราะทฤษฎีปฏิบัตินิยมเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในทางศาสนา และคำสอนในทางศาสนา หากไม่มีการปฏิบัติย่อมจะไม่เกิดผลใด ๆ ขึ้น ตัวอย่างเช่น ในทางพระพุทธศาสนามีคำสอนที่นำชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์ ที่เรียกว่า "นิพพาน" หรือ "อรหันต์" ใครก็ตามที่บรรลุถึงจุดนี้ได้ จะต้องถือปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือมรรคมีองค์ 8 โดยเคร่งครัด ตามหลักมัฌชิมาปฏิปทา หาไม่เช่นนั้น การศึกษาเล่าเรียนโดยไม่ปฏิบัติ ก็จะได้เพียงเรียนรู้จดจำ จะไม่มีโอกาสเข้าถึงสัจจะคือ นิพพาน ตามอุดมการณ์สูงสุดของพระพุทธศาสนาได้เลย


กำเนิดชีวิตตามทัศนะของพระพุทธศาสนา

การเริ่มต้นชีวิต ชีวิตในทัศนะพระพุทธศาสนาเกิดโดยอาศัยกระบวนการทางปฏิจจสมุปบาท คืออาศัยเหตุปัจจัยเชื่อมโยงกันโดยไม่ขาดสาย ในมหาสีหนาทสสสสูตรพระพุทธองค์ตรัสประเภทกำเนิดของสัตว์ไว้ 4 ประการ คือ

    1. สัตว์ที่เกิดจากเปลือกฟองไข่ เรียกว่า อัณฑชะ

2. สัตว์ที่เกิดจากครรภ์ เรียกว่า ชลาพุชะ

3. สัตว์ที่เกิดในปลาเน่า ในเถ้าไคล เรียกว่า สังเสทชะ

    1. สัตว์ที่เกิดผุดขึ้นเต็มตัว เช่น เทวดา สัตว์นรก เรียกว่า โอปปาติกะ

ส่วนการเกิดในโลกของมนุษย์ เช่นการเกิดของคนและสัตว์ ต้องอาศัยพ่อแม่เป็นเชื้อให้ ด้วยการผสมพันธุ์ อาศัยธรรมชาติ อาศัยอาหาร ตามนัยอภิธรรมกล่าวไว้ว่า การเกิดเป็นมนุษย์เริ่มตั้งแต่มีปฏิสนธิวิญญาณ ซึ่งเกิดขึ้นต่อจากจุติจิตในมรณาสันนวิถี อันเป็นดวงจิตสุดท้ายต่อจากชาติก่อน ตายจากชาติก่อนแล้วเกิดทันที ไม่มีระหว่างคั่น ปฏิสนธิจิตนี้แหละเป็นส่วนหนึ่งในการเริ่มต้นของชีวิต 3 อย่างคือ

    1. บิดามารดาอยู่ร่วมกัน

    2. มารดามีระดู (ไข่พร้อมที่จะสืบพันธุ์)

    3. คันธัพพะ (มีปฏิสนธิจิตหรือปฏิสนธิวิญญาณมาอาศัย)

กระบวนการเจริญเติบโตของมนุษย์ในครรภ์ตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในอินทกสูตรโดยลำดับ

เป็น 5 ขั้นตอนในแต่ละสัปดาห์ดังนี้

 

สัปดาห์ที่ 1 เป็นกลละ เป็นน้ำใส มีลักษณะเป็นเมือก เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเจริญเติบดต

สัปดาห์ที่ 2 เป็นอัพพุทะ มีลักษณะเป็นเมือกที่ขุ่นข้น

สัปดาห์ที่ 3 เป็นเปสิ มีลักษณะแดง

สัปดาห์ที่ 4 เป็นฆนะ มีลักษณะเป็นก้อนค่อย ๆ แข็งตัวขึ้น

สัปดาห์ที่ 5 เป็นปัญจสาขา มีลักษณะเป็นปุ่ม 5 ปุ่ม คือ ปุ่มศรีษะ 1ปุ่ม ปุ่มแขน 2 ปุ่ม ปุ่มขา 2 ปุ่ม จากนั้นก็จะพัฒนาไปสู่การเป็นรูปร่างจนมีผม ขน เล็บ เป็นต้น ตามมา

การเกิดชีวิต ในทัศนะของพระพุทธศาสนานั้น เป็นการเกิด 2 ครั้ง ครั้งแรกคือการเกิดทางร่างกายและ

จิตใจ ซึ่งจิตเดิมนั้นเป็นจิตบริสุทธิ์ ไม่มีเครื่องเศร้าหมอง ไม่มีกิเลส ส่วนการเกิดครั้งที่ 2 เป็นการเกิดในจิตใจ เกดโดยวิญญาณ ซึ่งไม่มีพ่อแม่เป็นปัจจัยให้เกิด เป็นการเกิดความทุกข์ สาเหตุมาจากเด็กมีสภาพจิตด้อยด้วยคุณธรรม ขาดสติ ไม่มีปัญญารู้ชัดตามความเป็นจริง (อวิชชา) ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ฯลฯ ซึ่งเป็นกระบวนการเกิดความทุกข์ในจิตใจ ความทุกข์จะเกิดดับ เกิดดับ สลับกันไปเป็นลูกโซ่ ประดุจสายฟ้าแลบ เป็นวงกลมหมุนเวียนเช่นนี้เลื่อยไปตลอดชีวิต จนกว่าจะดับทุกข์ได้


กำเนิดชีวิตตามทัศนะของนักวิทยาศาสตร์

ชีวิตเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยพ่อแม่ (สิ่งที่มีชีวิตอยู่ก่อนแล้ว) ทำให้เกิดชีวิตใหม่ การสร้างหน่วยใหม่ของชีวิต เรียกว่า การสืบพันธุ์ ซึ่งมี 2 แบบคือ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เช่น การใช้กิ่งปักชำ การแตกหน่อของกล้วย การแบ่งเซลล์ของบักเตรี และการสืบพันธุ์แบบใช้เพศ เช่นมนุษย์ต้องอาศัยพ่อแม่ให้กำเนิดชีวิตโดยฝ่ายพ่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ เรียกว่าอสุจิ ฝ่ายแม่สร้างเซลล์สืบพันธุ์ เรียกว่า ไข่ ไข่ที่ถูกผสมโดยอสุจิเรียกว่า ไซโกท ไซโกทนี้จะฝังตัวไว้กับเยื้อหุ้มหนังมดลูก และเจริญเติบโตขึ้นเป็นตัวอ่อนตามลำดับ เมื่อครบ 9 เดือน ก็คลอดออกมาเป็นทารกและเจริญเติบโตขึ้น เป็นเด็ก เป็นหนุ่มสาว พร้อมที่จะสร้างชีวิตใหม่ต่อไป


ชีวิตมนุษย์ตามทัศนะของนักวิทยาศาสตร์

ชีวิตมนุษย์ประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ หลายชนิด และอวัยวะต่าง ๆ เหล่านี้ประกอบด้วยเซลล์ชนิดต่าง ๆ อีกมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดประกอบด้วยเซลล์ของแต่ละชนิดเป็นจำนวนมากมีการคำ

นวนพบว่า เซลล์ในร่างกายมนุษย์มีจำนวนถึง 5 หมื่นล้านเซลล์

ความยาวของเส้นโลหิตในร่างกายมนุษย์ ถ้าจับมาเรียงต่อกันจะมีความยาวถึง 50,000 กิโลเมตรความยาวของเส้นปราสาท เมื่อนำมาเรียงต่อกันเข้ายาวถึง 25,000 กิโลเมตร (เฉก ชนะสิริ :4)โครงสร้างของร่างกายมนุษย์ประกอบด้วย สิ่งเหล่านี้คือ

    1. กระดูก 206 ท่อน
    2. กล้ามเนื้อ 792 มัด
    3. สมองผู้ชายหนักประมาณ 1,380 กรัม
    4. สมองผู้หญิงหนักประมาณ 1,250 กรัม
    5. เลือดจะมีประมาณ 7 - 8 % ของน้ำหนักร่างกายหรือประมาณ 5 - 6 ลิตร
    6. น้ำมีประมาณ 2/3 ของน้ำหนักร่างกาย
    7. โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน ฯลฯ

ส่วนประกอบต่าง ๆ เหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นเรือนร่างกายของมนุษย์

ความต้องการของชีวิต

มาสโลว์ ได้กำหนดหลักการไว้ว่า "บุคคลตอบสนองความต้องการของตนเพื่อความอยู่รอดและความสำเร็จของชีวิต" และได้แบ่งความต้องการของบุคคลออกเป็น 5 ระดับ ตามความสำคัญดังนี้

1. ความต้องการด้านสรีรวิทยา เป็นความต้องการพื้นฐานของชีวิต ได้แก่ ความต้องการอากาศ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ทีอยู่อาศัย ยารักษาโรค และความต้องการทางเพศ เป็นต้น

2. ความต้องการความมั่นคง และความต้องการความปลอดภัยของชีวิต ได้แก่ ความต้องการที่จะอยู่อย่างมั่นคง ปลอดภัยจากการถูกทำร้ายหรือถูกขโมยทรัพย์สิน หรือมีความมั่นคงในการทำงาน และการมีชีวิตอยู่อย่างมั่นคงในสังคม

3. ความต้องการมีส่วนร่วมกับบุคคลอื่น ประกอบด้วยกิจกรรมในครอบครัว กิจกรรมของกลุ่ม ของสังคม เพื่อให้เป็นที่ยอมรับและเป็นสมาชิกของกลุ่ม

    1. ความต้องการที่จะมีเกียรติยศชื่อเสียง ได้แก่ ความภาคภูมิใจ และความต้องการที่จะให้บุคคลอื่นยก

      ย่องเห็นความสำคัญของตน

    2. ความต้องการความสำเร็จแห่งตน เป็นความต้องการระดับสูง เพื่อที่จะพัฒนาตนเองให้ดีที่สุดเท่าที่

จะทำได้ (จรูญ ทองถาวร. 2531 : 22 - 33)


สาระของชีวิตตามแนวศาสนธรรม

สาระของชีวิตตามแนวพุทธธรรม

พระธรรมปิฎก (2538 : 6) ได้กล่าวถึงลักษณะของพุทธธรรมว่า พุทธธรรมเป็นคำสั่งสอนที่มุ่งสำหรับคนทุกประเภททั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์

ลักษณะทั่วไปของพุทธธรรมสรุปได้ 2 อย่าง คือ

1. แสดงหลักความจริงสายกลาง ที่เรียกว่า มัชเฌนธรรม หรือเรียกเต็มว่า “มัชเฌนธรรมเทศนา” ว่าด้วยความจริงตามแนวของเหตุผลบริสุทธิ์ตามกระบวนการของธรรมชาติ นำมาแสดงเพื่อประโยชน์ในทางปฏิบัติในชีวิตจริงเท่านั้น

2. แสดงข้อปฏิบัติสายกลางที่เรียกว่า “มัชฌิมปฏิปทา” อันเป็นหลักการครองชีวิตของผู้ฝึกอบรมตน ผู้รู้เท่านั้นชีวิตไม่หลงงมงาย มุ่งผลสำเร็จคือ ความสุข สะอาด สว่าง สงบ เป็นอิสระ ที่สามารถมองเห็นได้ในชีวิตนี้

ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับพุทธธรรม

นักปราชญ์ในพระพุทธศาสนามีแนวความคิดเกี่ยวกับพุทธธรรมเป็นนานาทรรศนะ ดังต่อไปนี้

1. พุทธธรรมเป็นวิทยาศาสตร์

พวกที่เห็นว่าพุทธธรรมเป็นวิทยาศาสตร์ให้เหตุผลว่า หลักธรรมในพระพุทธศาสนามิใช่ปรัชญาเพราะความรู้ทางปรัชญา ไม่มีความแน่นอนชัดเจน อาจเปลี่ยนไปตามบุคคล เวลา และสถานที่ได้ ส่วนพุทธธรรมนั้นเป็นกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ เพราะสามารถนำไปตรวจสอบพิสูจน์และทดลองให้เห็นจริงได้ด้วยการปฏิบัติ เช่น ผู้ปรารถนาจะพ้นทุกข์ก็สามารถปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือมรรค 8 ประการ

2. พุทธธรรมเป็นปรัชญา

นักปราชญ์ในพระพุทธศาสนาอีกพวกหนึ่งเห็นว่าพุทธธรรมเป็นหลักความรู้และกฎเกณฑ์ที่อยู่เหนือวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์นั้นสามารถเปลี่ยนไปตามยุคสมัยหรือการค้นพบสิ่งใหม่ขึ้น ส่วนพุทธธรรมถือเป็นสัจจะชั้นสูงสุด จะไม่มีการเปลี่ยนไปตามเวลาและสถานการณ์ใด ๆ ทั้งสิ้นเพราะหลักพุทธธรรมจะไม่เก่าไม่ใหม่ตามกาลเวลา แต่จะคงอยู่และทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เช่น หลักไตรลักษณ์ ไตรสิกขา อริยสัจ

3. พุทธธรรมเป็นทั้งวิทยาศาสตร์และปรัชญา

พวกที่เห็นว่าพุทธธรรมเป็นทั้งวิทยาศาสตร์และปรัชญาให้เหตุผลว่า ทั้งปรัชญาและวิทยาศาสตร์ต่างก็เสนอความจริง เช่นเดียวกับพุทธธรรม หลักพุทธธรรมบางข้อเป็นวิทยาศาสตร์ก็ได้ เป็นปรัชญาก็ได้ เพราะเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ เช่น เรื่องกรรมและกฎแห่งกรรม จะอธิบายในแง่วิทยาศาสตร์ก็ได้ หรืออธิบายตามแนวของปรัชญาก็ได้

4. พุทธธรรมเป็นปรัชญาชีวิต

4.1 ความหมายของชีวิต

ชีวิตคือขันธ์ 5 ตามหลักพุทธธรรม ชีวิต คือ ผลรวมขององค์ประกอบ 5 ตัว หรือสิ่งของ 5 อย่าง มารวมตัวกันเข้าเรียกตามภาษาธรรมะว่า ขันธ์ 5 (The Five Aggregates)

คำว่า ขันธ์ แปลว่า หมวดหมู่ ชนิด ประเภท อันเป็นคำในภาษาบาลี ได้แก่

1) รูปขันธ์ กองรูป

2) เวทนาขันธ์ กองเวทนา

3) สัญญาขันธ์ กองสัญญา

4) สังขารขันธ์ กองสังขาร

5) วิญญาณขันธ์ กองวิญญาณ

4.2 องค์ประกอบของชีวิต ได้แก่ ขันธ์ 5

ขันธ์ 5 สิ่งที่เรียกว่า ขันธ์ 5 หรือผลรวมของสิ่งของ 5 อย่างดังกล่าวแล้ว เรียกว่า ชีวิต ประกอบด้วย

    1. รูปขันธ์ (Corporeality) คือกองรูป หรือส่วนที่เป็นรูปธรรม อันหมายถึง ร่างกายและสิ่ง เกิดจากร่างกาย เช่น พฤติกรรมและคุณสมบัติต่าง ๆ เช่น เสียง สี กลิ่น รส เพศ เป็นต้นรูปขันธ์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ มหาภูตรูป รูปใหญ่หรือรูปหลัก และอุปาทายรูป รูปอาศัยหรือรูปแฝงอยู่ในรูปใหญ่นั้น

      1. มหาภูตรูป ประกอบด้วยธาตุ 4 ได้แก่

        ปฐวีธาตุ ธาตุดิน

        อาโปธาตุ ธาตุน้ำ

        วาโยธาตุ ธาตุลม

        เตโชธาตุ ธาตุไฟ

      2. อุปาทายรูป มี 24 อย่าง ได้แก่

ปสาทรูป 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย

โคจรรูป (รูปที่เป็นอารมณ์ของอินทรีย์) 4 คือ รูป เสียง กลิ่น รส

ภาวรูป (รูปที่เป็นเพศ) 2 คือ ความเป็นหญิง (อิตถีภาวะ) และความเป็นชาย (ปุริสภาวะ)

ชีวิตรูป หมายถึง ชีวิต (รูปที่เป็นชีวิต) 1 คือ ชีวอินทรีย์

อาหารรูป (รูปคืออาหาร) 1 คือ กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าวที่เรากินเข้าไป)

ปริจเฉทรูป (รูปกำหนดสถานที่เป็นหลัก 1 คือ อากาศธาตุ ได้แก่ ช่องว่างที่มีอากาศในร่างกาย

วิญญัติรูป (การเคลื่อนไหวเพื่อให้รู้ความหมาย) 2 คือ กายวิญญัติ (ความเคลื่อนไหวทางกาย)และวจีวิญญัติ (ความเคลื่อนไหวทางวาจา)

หทัยวัตถุ (ที่ตั้งของจิต 1)

วิการรูป (อาการที่ทำให้ผิดปกติ) 3 คือ ลหุตา (ความอ่อน) มุทุตา (ความเบา)

และกัมมัญญตา (ความควรแก่การงาน)

ลักขณรูป (อาการที่เป็นเครื่องกำหนด) 4 คือ อุปจย (การก่อตัวหรือเจริญเติบโต) สันตติ

(ความสืบต่อ) ชรตา (ความทรุดโทรม) และอนิจจตา (ความแปรปรวน) เมื่องรวมธาตุทั้ง 4 ซึ่งจัดเป็นมหาภูตรูป (รูปใหญ่) เมื่อนำมารวมเข้ากับอุปทายรูป (รูปอาศัย24) แล้วก็จะเป็นรูป 28 อย่างรวมรูปทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วเรียก รูปขันธ์

    1. เวทนาขันธ์ (Feeling) คือ กองเวทนา คือส่วนที่เป็นความรู้สึกอันเกิดจากการรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ แบ่งออกเป็น 3 ได้แก่

      (1) สุขเวทนา รู้สึกดีใจ

      (2) ทุกขเวทนา รู้สึกเสียใจ

      (3) อทุกขมสุขเวทนา รู้สึกไม่เสียใจและไม่ดีใจ บางทีเรียกอุเบกขาเวทนา

      คือรู้สึกเฉยๆ

    2. สัญญาขันธ์ (Perception) คือ กองแห่งความจำ ในวิถีชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ถ้าเขาไม่มีความพิการทางสมอง ก็จะสามารถจดจำวัตถุ บุคคล และเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาทางประสาทสัมผัสได้

(1) รูปสัญญา ความจำรูปได้

(2) สัททสัญญา ความจำเสียงได้

(3) คันธสัญญา ความจำกลิ่น

(4) รสสัญญา ความจำรสได้

(5) โผฐัพพสัญญา ความจำสิ่งสัมผัสกายได้

(6) ธัมมสัญญา ความจำเรื่องราวต่าง ๆ หรือมโนภาพได้

4) สังขารขันธ์ (Mental formation) คือ กองสังขาร หมายถึง ส่วนที่เป็นความปรุงแต่งจิตให้ดี ชั่ว หรือเป็นกลาง ๆ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เป็นคุณสมบัติต่าง ๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นกุศลหรืออกุศล

สังขารขันธ์แบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือ

      1. ปุญญาภิสังขาร สภาวะที่ปรุงแต่งจิตดี หรือเป็นกุศล

      2. อปุญญาภิสังขาร สภาวะปรุงแต่งจิตชั่ว หรือเป็นอกุศล

      3. อเนญชาภิสังขาร สภาวะปรุงแต่งจิตไม่ดีไม่ชั่ว คือ คิดไม่ดีไม่ชั่ว

    1. วิญญาณขันธ์ (Consciousness) คือ กองแห่งความรู้ ได้แก่ ความรู้แจ้งอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบเข้าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกับอายตนะภายนอกคือ อารมณ์ต่าง ๆ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัส และมโนภาพ หรือธัมมารมณ์ ก็จะเกิดความรู้ขึ้น เช่น เมื่อตากระทบกับรูป โดยมีแสงสว่างเป็นสื่อกลางก็จะเป็นความรู้ทางตา ที่เรียกว่า จักขุวิญญาณขึ้น

วิญญาณ มีหน้าที่ 2 อย่าง คือ วิญญาณธาตุ และวิญญาณขันธ์ วิญญาณธาตุ หมายถึง ตัวรู้ คือ จิต

ส่วนวิญญาณขันธ์ หมายถึง อาการที่จิตรู้อารมณ์ต่าง ๆ วิญญาณขันธ์อาจดับได้ทั้ง ๆ ที่วิญญาณธาตุยังมีอยู่


ชีวิตควรอยู่เพื่ออะไร

ต่อคำถามที่ว่าชีวิตควรอยู่เพื่ออะไร หากจะตอบตามหลักพุทธศาสนา ก็จะตอบได้ว่า ชีวิตควรอยู่เพื่อบำเพ็ญประโยชน์ เพื่อสร้างความดี และเพื่อพัฒนาตนและสังคม ซึ่งทั้ง 2 ประการนี้จะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือ ความพ้นทุกข์เช่นเดียวกัน

ประโยชน์ 3 อย่าง

ประโยชน์ คือ สิ่งที่ช่วยให้สำเร็จตามความประสงค์และอรรถผลที่เกิดจากความประสงค์นั้น กล่าวคือทั้งวิธีการและความสำเร็จอันเกิดจากวิธีการนั้น เรียกว่า “ประโยชน์”

    1. ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์

ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ได้แก่ ประโยชน์ในปัจจุบัน ถือว่าเป็นประโยชน์ขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต มี

4 อย่าง ได้แก่

    1. อุฎฐานสัมปทา ความขยันในการประกอบอาชีพการงาน เพื่อการเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว

    2. อารักขสัมปทา การเก็บรักษาและการประหยัด เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต เพราะความไม่แน่นอนของชีวิตย่อมเกิดขึ้นได้ การประหยัดทรัพย์ไว้ก็เพื่อแก้ปัญหาในคราวจำเป็น

    3. กัลยาณมิตตตา การมีคนดีเป็นมิตร หรือคบคนดีเป็นเพื่อน กล่าวกันว่าคนที่มีเพื่อนเป็นคนดีนั้นประสบความสำเร็จในชีวิตไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะเพื่อนจะเป็นตัวอย่าง และคอยชี้แนะความดีและข้อบกพร่องให้อยู่เสมอ ทำให้มีสติไม่พลั้งพลาดในการดำเนินชีวิต

    4. สมชีวิตา คือ การเลี้ยงชีวิตที่เหมาะสม ได้แก้ การใช้จ่ายตามสมควรแก่รายรับ ดำรงชีวิตตามสมควรแก่อัตภาพ

    1. สัมปรายิกัตถประโยชน์

สัมปรายิกัตถประโยชน์ ได้แก่ ประโยชน์ที่จะพึงได้รับในภายภาคหน้าหรือชาติหน้า มี 4 อย่าง คือ

1) สัทธาสัมปทา ความเชื่อความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เชื่อในกฎแห่งกรรมว่า ทำชั่วได้ชั่ว ทำดีได้ดี

ศรัทธามี 4 อย่าง ได้แก่ (พจนานุกรมพุทธศาสน์ : 164)

      1. กัมมสัทธา เชื่อกรรม เชื่อในกฎแห่งกรรม

      2. วิปากสัทธา เชื่อผลของกรรม

      3. กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าแต่ละคนมีกรรมเป็นของตนและจำต้องเสวยผลแห่งกรรมนั้น ๆ ไม่

        ว่าจะเป็นผลดีหรือผลชั่ว

      4. ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มั่นใจในองค์ตถาคตว่า เป็นพระสัมมา

สัมพุทธเจ้าทรงพระคุณ 9 ประการ

2) สีลสัมปทา คือความเป็นคนมีศีล คำว่า ศีล แปลว่า ปกติ คือความเป็นปกติทางกาย วาจา หมายถึง ความเรียบร้อยทางกาย วาจา

ผู้รักษาศีลจะได้รับอานิสงส์หลัก 3 ประการ

    1. สีเลน สุคตึ ยนฺติ ผู้รักษาศีลย่อมไปดี คือ ปราศจากโทษภัย มีคนสรรเสริญ ต้อนรับ และเป็นที่อบอุ่นใจของผู้พบเห็น

(2) สีเลน โภคสมฺปทา ผู้รักษาศีลจะได้โภคสมบัติ คนมีศีลเท่านั้นจึงจะสามารถรักษาทรัพย์ไว้ได้

(3) สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ ผู้มีศีลย่อมเข้าถึงความอยู่เย็นเป็นสุข

3) จาคสัมปทา คือการเสียสละทรัพย์สินอันเป็นของตนแก่บุคคลอื่น หรือแก่สาธารณประโยชน์

4) ปัญญาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยปัญญา คำว่า ปัญญา คือ ความรู้ทั่วหรือความรู้ชัด ได้แก่

ความเข้าใจ ความหยั่งรู้เหตุผล

ปัญญามี 3 อย่าง ได้แก่

    1. สุตมยปัญญา ได้แก่ ปัญญาที่เกิดจากการฟัง การศึกษาเล่าเรียน

    2. จินตามยปัญญา ได้แก่ ปัญญาที่เกิดจากการคิด คือ เมื่อได้รับฟังเรื่องราวต่าง ๆ

แล้วนำมาคิดวิเคราะห์วิจารณ์ด้วยการหาเหตุผลถึงความถูกผิดทำให้เกิดความรู้ความคิดเห็นเพิ่มเติมขึ้น

(3) ภาวนามยปัญญา ได้แก่ ปัญญาที่เกิดจากการพัฒนาจิต คือ การฝึกจิตด้วยวิธีสมถะและวิธีปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อให้จิตสงบและเกิดปัญญาขึ้นวิธีการได้มาซึ่งความรู้อย่างนี้เรียกว่า ภาวนามยปัญญา ซึ่งถือว่าเป็นความรู้สูงสุด เพราะเกิดจากจิตที่สงบ

บทสรุปสัมปรายิกัตถประโยชน์

พระธรรมปิฎก (ประยุทธ ปยุตโต : พุทธธรรม : 424) ได้สรุปเรื่องสัมปรายิกัตถประโยขน์ได้ดังนี้

1. ศรัทธา ความเชื่อมั่นใจในปัญญา คุณธรรมและความเพียรพยายามของมนุษย์ ซึ่งทำให้สามรถเข้าถึงความจริง ความดีงามสูงสุด ได้ตามกฎธรรมดาแห่งเหตุผลดังได้มีผู้นำทางไว้ และซึ่งจะทำให้มนุษย์สร้างสังคมที่ดีงามอันดำรงอยู่โดยธรรมได้(สัทธาสัมปทา)

2. ศีล การรู้จักบังคับควบคุมตนได้ ซึ่งทำให้ความเป็นอยู่ พฤติกรรมและลักษณะความสัมพันธ์กับผู้อื่น และสภาพแวดล้อมของบุคคลนั้น ๆ เกิดความเหมาะสมพอดีที่จะเกื้อกูลแก่ความเจริญงอกงามแห่งคุณธรรมของตน และความอยู่กันด้วยดีของสังคม (สีลสัมปทา)

3. จาคะ ความสละ ที่ทำให้ไม่ตัดสินหรอคิดการต่าง ๆ เข้าข้างตนเอง และทำให้พร้อมที่จะเอื้อเฟื้อเกื้อกูลแก่ผู้อื่น

    1. ปัญญา ความรู้ตระหนักเท่าทันถึงความจริงของสิ่งทั้งหลายที่เป็นไปตามกฎธรรมดา มีความเกิดขึ้นเสื่อมสิ้นไปตามเหตุปัจจัยของมัน ซึ่งทำให้วางใจวางท่าทีต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ถูกต้อง โดยมีใจหลุดพ้นเป็นอิสระ สามรถวินิจฉัยแยกการอันควร มิควรทำ กำหนดความเหมาะพอดี และการที่จะให้หรือพัฒนาต่อไปของคุณธรรมอื่น ๆ ทั้งหมดอย่างเหมาะสม (ปัญญาสัมปทา)

       

    2. ปรมัตถประโยชน์

ปรมัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์อย่างยิ่งหรือประโยชน์สูงสุดที่มนุษย์พึงมีพึงได้ (ปรมะ อย่างยิ่งหรือสูงสุด อัตถะ ประโยขน์) ได้แก่ พระนิพพาน คือ ภาวะที่จิตสะอาด (บริสุทธิ์) สว่าง (เกิดปัญญา) และสงบ (วิมุตติ) และผู้ที่บรรลุประโยชน์สูงสุดดังกล่าวนี้เรียกว่า พระอรหันต์ ซึ่งถือเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา

ผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์ได้จะต้องบำเพ็ญไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา จนสามารถละสังโยชน์ (กิเลสที่ผูกใจสัตว์ไว้ในภพ) 10 อย่างได้ คือ

    1. สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน ความเห็นที่ยังติดแน่นในสมมติว่าเป็นตัวตน เราเขาเป็นนั่นเป็นนี่ มองไม่เห็นสภาพความจริงที่สัตว์บุคคลเป็นเพียงองค์ประกอบต่าง ๆ มาประกอบกันเข้า

    2. วิจิกิจฉา ความลังเล สงสัย เคลือบแคลงต่าง ๆ เช่นสงสัยในพระศาสดา พระธรรม

      พระสงฆ์

    3. สีลัพพตปรามาส ความเชื่อมั่นศีลพรต คือ ความยึดถือผิดพลาดไปว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและพรต ได้แก่ การถือศีลและพรต ได้แก่ การถือศีล ระเบียบ แบบแผน บทบัญญัติ และข้อปฏิบัติต่าง ๆ โดยสักว่าทำตาม ๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นเป็นขลังหรือศักดิ์สิทธิ์

    4. กามราคะ ความกำหนัดในกาม ความติดใจในกามคุณ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)

    5. ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ ความหงุดหงิดขัดเคืองหรืองุ่นง่านใจทั้ง 5 ประการนี้ เรียกว่า

      โอรัมภาคิยสังโยชน์ คือ สังโยชน์เบื้องต่ำ หรือ ขั้นหยาบ

    6. รูปราคะ ความติดใจใจอรูปธรรมอันประณีต เช่น ติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน พอใจในรสความสุขความสงบของสมาธิขั้นรูปฌาน ติดใจปรารถนาในรูปภพ เป็นต้น

    7. อรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม เช่น ติดใจใจอารมณ์แห่งอรูปฌาน ติดใจปรารถนาในอรูปภพ

    8. มานะ ความถือตัว หรือสำคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี้ เช่นว่า สูงกว่าเขา เท่าเทียมเขา ต่ำกว่าเขา เป็นต้น

    9. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน จิตใจไม่สงบ

10) อวิชชา ความไม่รู้จริง ไม่รู้เท่าทันสภาวะ ไม่เข้าใจกฎธรรมดาแห่งเหตุและผล หรือไม่รู้อริยสัจ

(ข้อ 6-10) จัดเป็นอุทธัมภาคิยสังโยชน์ คือ สังโยชน์เบื้องสูง หรือขั้นละเอียด

พระอรหันต์ละสังโยชน์ทั้ง 10 อย่างดังกล่าวนี้ได้ ส่วนผู้ที่ละได้เพียงบางส่วน ได้แก่ พระอริยบุคคลชั้นรองลงมา เมื่อเรียงลำดับจากต่ำไปหาสูง จะได้ดังนี้

      1. พระโสดาบัน ได้แก่ ผู้ละสังโยชน์ข้อ 1-3 ได้

        (1) พระโสดาปัตติมรรค ผู้กำลังเข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพาน

        (2) พระโสดาปัตติผล ผู้เข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพานแล้ว

      2. พระสกิทาคามี ได้แก่ ผู้ละสังโยชน์ 3 อย่างเบื้องต้น (ข้อ 1-3) ได้ และทำราคะ

        โทสะ โมหะให้เบาบางลงและจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกเพียงชาติเดียว

        (1) พระสกิทาคามีมรรค ผู้กำลังเข้าสู่ภาวะแห่งพระสกิทาคามี

        (2) พระสกิทาคามีผล ผู้เข้าถึงภาวะแห่พระสกิทาคามีโดยสมบูรณ์แล้ว

      3. พระอนาคามี ได้แก่ ผู้ละสังโยชน์ 5 อย่างเบื้องต้นได้ทั้งหมด (ข้อ 1-5) และจะไม

กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก

      1. พระอนาคามีมรรค ผู้กำลังเข้าสู่สภาวะแห่งพระอนาคามี

      2. พระอนาคามีผล ผู้เข้าสู่ภาวะแห่งอนาคามีโดยสมบูรณ์แล้ว

4) พระอรหันต์ ผู้ละสังโยชน์ได้ทั้งหมด 10 อย่าง และสิ้นกิเลสแล้ว เป็นผู้เข้าสู่พระนิพพานอันเป็นประโยชน์สูงสุดตามหลักพระพุทธศาสนาชาติสิ้นแล้ว (ขีณาชาติ) ความเพียรพยายามเพื่อบรรลุจบสิ้นลงแล้ว (วุสิต พรหมจริย) และจะไม่กลับมาเกิดอีกในภพชาติใด ๆ

      1. พระอรหัตตมรรค ผู้กำลังเข้าสู่ภาวะแห่งพระอรหันต์

      2. พระอรหัตตผล ผู้เข้าสู่ภาวะแห่งพระอรหันต์โดยสมบูรณ์แล้ว

พระนิพพานมี 2 อย่าง คือ อุปทาทิเสสนิพพาน (กิเลสดับแล้วแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่)

และอนุปาทิเสสนิพพาน (กิเลสดับแล้วแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่) อุปาทิเสสนิพพาน หมายถึง พระอริยบุคคลที่กิเลสหมดสิ้นไปแล้ว แต่ตัวคนยังมี ชีวิตอยู่ ยังทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้อยู่ เช่น เทศนาสั่งสอนประชาชน หรือเป็น ทักขิเณยยบุคคลได้อยู่ ส่วนอนุปาทิเสสนิพพาน หมายถึง พระอริยบุคคลที่กิเลส หมดสิ้นไปแล้ว และขณะเดียวท่านก็สิ้นชีพ (นิพพาน)ไปด้วย คือไม่เหลือทั้งกิเลสและขันธ์ 5

ชีวิตควรเป็นอยู่อย่างไร

การดำรงชีวิตนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะจะต้องต่อสู้กับปัญหาน้อยใหญ่นานัปการ ทั้งปัญหาการครองชีวิต ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และปัญหาสุขภาพอนามัย ซึ่งแต่ละคนก็มีปัญหาที่แตกต่างกันไปคนละหลายปัญหา

ชีวิตควรเป็นอยู่อย่างมีความสุข

เมื่อคนที่เคยรู้จักคุ้นเคยเคยพบกัน คำถามประโยคที่สองหลังจากกล่าวคำว่า สวัสดีเป็นการทักทายคือ สบายดีไหม? “คำว่าสบายดี” ในความหมายก็คือ มีความสุขเพราะมนุษย์โดยทั่วไปพากันแสวงหาความสุข ความสุขจึงเป็นเป้าหมายใหญ่ของชีวิต ความสุขมีทั้งสุขแบบโลก และสุขแบบธรรม สุขแบบโลกเป็นความสุขของชาวโลก หรือชาวบ้านซึ่งได้แก่พวกคฤหัสถ์ หรือฆราวาสจะพึงมีส่วนสุขแบบธรรมเป็นความสุขเกิดจากฌานสมบัติ และภาวะที่ไม่มีกิเลส หรือปราศจากความทุกข์ทางใจ

1. ความสุขของคฤหัสถ์

ความสุขของคฤหาสถ์หรือชาวบ้านทั่ว ๆ ไปมี 4 อย่างคือ (พระราชวรมุนีประยุทธ์ปยุตโต พจนานุกรมพุทธศาสตร์ :173)

1) อัตถิสุข สุขเกิดจากความมีทรัพย์ คือความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนมีโภคทรัพย์ที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงความขยันหมั่นเพียรของตนและโดยชอบธรรม

2) โภคสุข สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ คือความภูมิใจ เอิบอิ่มใจว่าตนได้ใช้ทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบนั้น เลี้ยงชีพ เลี้ยงผู้ควรเลี้ยง และบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่สาธารณะ

3) อนณสุข สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ คือความภูมิใจเอิบอิ่มใจว่า ตนเป็นไทไม่มีหนี้สินติดค้างใคร

      1. อนวัชชสุข สุขเกิดจากความประพฤติไม่มีโทษ คือความภูมิใจเอิบอิ่มใจว่าตนมีความประพฤติสุจริต ไม่บกพร่องเสียหาย ใครๆ ติเตียน ไม่ได้ทั้งทางกายวาจาใจ

 

2. ความสุขเกิดจากความสันโดษ

คำว่า สันโดษ แปลว่า ความยินดี คือความพอใจ ความยินดีด้วยของของตน ซึ่งได้มาด้วยเรื่องแรงความเพียรโดยชอบธรรม ความยินดีด้วยปัจจัยสี่ ตามมีตามได้ ความรู้จักอิ่มรู้จักพอ

มีความเข้าใจผิดกันว่า สันโดษ คือความไม่กระตือรือร้น งอมืองอเท้าไม่ดิ้นรนขวนขวายหาทรัพย์ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาถึงกับในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไม่เห็นด้วยที่จะให้พระสงฆ์เทศน์เรื่องความสันโดษเพราะว่าประชาชนจะไม่ให้ความร่วมมือในการพัฒนา แต่ความหมายของสันโดษมิได้เป็นไปในลักษณะนั้น เป็นหลักธรรมที่ให้คนยั้งคิดถึงความถูกต้องเพื่อให้มีความสุขในการดำรงชีวิต

สันโดษมี 3 อย่าง คือ

1) ยถาลาภสันโดษ คือความยินดีตามที่ได้ยินดีตามที่พึ่งได้ คือตนได้สิ่งใดมาหรือเพียรหาสิ่งใดมาได้เมื่อเป็นสิ่งที่ตนพึ่งได้ ไม่ว่าจะหยาบหรือประณีตแค่ไหนก็ยินดีพอใจด้วยสิ่งนั้น

2) ยถาพลสันโดษ คือยินดีตามกำลัง ยินดีแต่พอแก่กำลังร่างกายสุขภาพและวิสัยแห่งการใช้สอยของตน ไม่ยินดีอยากได้เกินกำลังตนมี หรือยากได้สิ่งใดมาอันไม่ถูกกับกำลังร่างกาย หรือสุขภาพ

3) ยถาสารุปปสันโดษ คือยินดีตามสมควร ยินดีตามที่เหมาะสมกับตนอันสมควรแก่ภาวะฐานะ แนวทางชีวิต และจุดมุ่งหมายแห่งการบำเพ็ญกิจของตน


สาระของชีวิตตามแนวศาสนาคริสต์

บทนำเบื้องต้น

ศาสนาคริสต์ (Christianity) มีพระเยซูคริสต์เป็นศาสดา อุบัติขึ้นเมื่อ พ.ศ. 543 เป็นศาสนายูดายของชนชาติยิว พระเยซู คือผู้มาฟื้นศาสนาใหม่ตามคำทำนายในศาสนาเดิมว่าจะมีเมสสิอาร์ (Messiah) มาอุบัติขึ้นเพื่อนำชาวยิวไปสู่ความอยู่รอด ให้พ้นจากความทุกข์ยากและเข้าถึงอาณาจักรของพระเจ้า

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาใหญ่ศาสนาหนึ่งมีคนนับถือมากทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปยุโรปและอเมริกา ได้เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย ตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันมีคริสต์ศาสนิกชนในประเทศไทยมากเป็นอันดับที่ 3 รองลงมาจากพุทธศาสนิกชนและอิสลามชนตามลำดับ

คำว่า “คริสต์” (Christ) มาจากภาษากรีกว่า Christos มีความหมายเหมือนกับภาษาฮิบรูว่า “messiak” แปลว่า “ผู้ได้รับการเจิมด้วยน้ำมัน” หมายความว่าได้รับการเลือกสรรจากรพะเจ้า

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาแห่งความรัก สอนให้มนุษย์ปลูกฝังความรักความเมตตาในตน โดยมีพระเยซู องค์ศาสดาทรงปฏิบัติเป็นตัวอย่าง “ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวกันว่า คำสอนศาสนาของพระเยซู คือปรัชญาแห่งความรัก คือเริ่มต้นจากการรักพระเจ้า รักครอบครัว รักเพื่อนบ้าน และรักมิตรสหายของตนเหมือนกับตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นปรัชญาแห่งคำสอนที่สำคัญของพระเยซูอีกประการหนึ่งคือการให้อภัย แม้ขณะที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ฏทรงขอให้พระเจ้าทรงประทานอภัยให้กับคนบาปที่ได้กระทำร้ายพระองค์” (ธนู แก้วโอภาส : 134)

 


คำสอนสำคัญในศาสนาคริสต์

คำสอนของพระเยซูที่เขียนไว้ในคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ (New Testament) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำสอนในระดับศีลธรรม เป็นคำสอนที่ชักชวนให้หันมารักใครเอื้อเฟื้อเกื้อกูล และให้อภัยซึ่งกันและกัน มีลักษณะขัดแย้งกับหลักคำสอนที่มีอยู่เดิมดังตัวอย่างเช่น

การโต้ตอบ คำสอนเดิมที่ว่า “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” พระเยซูว่าอย่าต่อสู้คนชั่ว ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน จงหันแก้มซ้ายให้เขา

เรื่องการให้ทาน พระเยซูทรงสอนให้มีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยการให้ทาน มีศรัทธาต่อพระเจ้าด้วยการภาวนา และมีการอดอาหารด้วยความเสียสละ พระเจ้าสถิติอยู่ในที่ลับและทรงเห็นการกระทำและจิตใจของมนุษย์

หลักคำสอนสำคัญของพระเยซูส่วนใหญ่เป็นคำสอนในระดับศีลธรรมและการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญให้เข้าถึงพระเจ้า เคารพพระเจ้าเพื่อมีชีวิตนิรันดรกับพระเจ้า ดังนั้นผู้เป็นคริสตศาสนิกชนจึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพระเจ้าที่ทรงแสดงไว้ทั้งในพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่

มนุษย์คือผู้ที่พระเจ้าสร้าง

ในหลักคำสอนของคริสต์ศาสนาได้กล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์ว่าถ้าพระเจ้าทรงติดต่อกับมนุษย์ได้ มนุษย์ก็ย่อมสามารถติดต่อกับพระเจ้าได้เช่นเดียวกัน การติดต่อนี้เป็นการติดต่อระหว่างผู้ที่ถูกสร้างกับผู้สร้าง มนุษย์เป็นผู้ถูกสร้างพิเศษเหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น การที่มนุษย์สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้นั้น ถือว่าเป็นพัฒนาการสูงสุดของมนุษย์

มนุษย์คนแรกที่พระเจ้าทรงสร้าง คือ อาดัม “พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน ระบายลมปราณเข้าทางจมูกมนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต” (พระคริสตธรรมคัมภีร์:3) พระเจ้าทรงเห็นว่าอดัมไม่มีคู่อยู่คนเดียว จึงตรัสว่า “ไม่ควรที่ชายผู้นี้จะอยู่คนเดียวเราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่สมกับเขาขึ้น” พระเจ้าจึงทรงทำให้ชายผู้นั้นหลับสนิท ขณะที่หลับสนิทอยู่นั้นพระองค์ทรงชักกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของเขาออกมา แล้วทำให้เนื้อติดกันแทนกระดูกอย่างเดิมส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงชักออกมานั้น พระองค์ทรงสร้างให้เป็นผู้หญิง แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น (พระคริสตธรรมคัมภีร์ : 4) แล้วทรงตั้งชื่อให้ว่าเอวา เพราะอาดัมและเอวาพากันกินผลไม้ที่พระเจ้าทรงห้ามในสวนเอเดนเพราะถูกงูหลอกให้กินว่า เมื่อกินแล้วจะเกิดปัญญาขึ้น เมื่อทั้งสองกินเข้าไปจึงเกิดความละอายขึ้น และเกิดความกำหนัดรักใคร่กันขึ้น จึงเกิดการสมสู่มีลูกมีหลานต่อ ๆ กันมา

มนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

มนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่อความสำเร็จ เมื่อสำเร็จในขั้นนี้แล้วก็ต้องการความสำเร็จในขั้นตอนต่อไปอีก ดังมีคำกล่าวกันว่าความสำเร็จก็คือความไม่สำเร็จ และความไม่สำเร็จขั้นต่อ ๆ ไปอีก ความสำเร็จดังกล่าวนี้จะเป็นไปด้านใดก็ได้และจะต่ำสูงเพียงไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพฐานะและโอกาสของแต่ละคน แต่เมือกล่าวโดยสรุปและมนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่อความสำเร็จ ต่างกันตรงที่ความพยายาม หรือความกระตือรือร้นต่างกันมากน้อยเพียงใดเท่านั้น และความสำเร็จอันสุดท้ายคือ อานันทสุข (ความสุขหรรษาเกิดจาก มีวิญญาณชีวิต พระเจ้าเข้ามาอยู่ด้วย) อันเกิดจากความรักพระเจ้า และการได้รับความรักจากพระองค์ตลอดนิรันดรภาพ

 


พิธีกรรมในการดำเนินชีวิต

พิธีกรรมในการดำเนินชีวิต อันเกี่ยวเนื่องกับศาสนาคริสต์เรียกว่า ศาสนกิจ คือ กิจที่จะต้องทำในศาสนา เช่น พิธีกรรมต่าง ๆ เป็นต้น เรียกว่า ศีล มี 7 อย่าง คือ (ฟื้น ดอกบัว : 119-120)

  1. ศีลล้างบาป (Baptism) เป็นพิธีที่เกิดจากจากคติที่ว่า ทุกคนมีบาปติดตัวมาแต่กำเนิด ตั้งแต่สมัยอาดัมกับเอวาได้ละเมิดพระบัญชาพระจ้าที่ทรงห้ามมิให้กินผลไม้ในสวยเอเดน ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามานับถือศาสนาคริสต์จำต้องทำพิธีล้างบาป นิกายโปรเตสแตนท์ เรียกศีลล้างบาปว่า บัพติสม หรือศีลจุ่ม

  2. ศีลกำลัง (Confirmation) เป็นพิธีรับพระจิตให้มาอยู่ในตน พิธีนี้จะทำกับเด็กโตซึ่งรู้สึกรับผิดชอบแล้ว โดยปกติพระระดับบิชอพ (Bishop)เท่านั้นที่จะทำพิธีนี้ได้ โดยวางมือทั้ง 2 มือลงบนศีรษะเด็ก แล้วเจิมน้ำมันที่หน้าผากเป็นรูปกางเขน เพื่อเป็นเครื่องหมายว่า พระจิตของพระเจ้าได้มาสถิตอยู่ในตนแล้ว

  3. ศีลมหาสนิท (Communion) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มิสชา เป็นพิธีที่แสดงให้เห็นว่าผู้รับศีลข้อนี้แล้วได้อยู่แนบสนิทกับพระเยซู กล่าวคือ ชาวคริสต์จะพากันไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ และเมื่อสวดมนต์เสร็จแล้ว บาทหลวงผู้ประกอบจะแจกขนมปังและเหล้าองุ่นให้ทุกคน ได้รับขนมปังแทนเนื้อพระเยซู และเหล้าองุ่นแทนเลือดพระเยซู

  4. ศีลล้างบาป หรืออภัยบาป (Confessino) เป็นพิธีที่ชาวคริสต์สำนึกว่าตนได้ทำบาปลงไปจะต้องไปหาบาทหลวง เพื่อสารภาพถึงการทำความผิดนั้น และขออภัยโทษจากพระเจ้า บาทหลวงในฐานะผู้แทนพระเจ้าจะเป็นผู้ยกบาปนั้นให้

  5. ศีลสมรส (Matrimony) เป็นพิธีที่บาทหลวงเป็นผู้ประกอบ โดยให้คู่บ่าวสาวประกาศให้คำมั่นออกมาว่าจะเป็นสามีภรรยากันไปไม่หย่าร้างตลอดชีวิต จะนับถือพระเจ้าชั่วชีวิต แม้มีบุตรธิดาที่จะเกิดตามมาก็จะให้เขานับถือพระเจ้าตลอดไป

  6. ศีลบวช (Ordination) พิธีนี้จะทำให้เฉพาะผู้เลื่อมใสมั่นคงและพร้อมทีจะรับใช้พระศาสนาเท่านั้น ผู้ที่รับศีลนี้แล้วก็จะเป็นบาทหลวง

  7. ศีลเจิมครั้งสุดท้าย (Holy Unction หรือ Extreme Unction) พิธีนี้จะทำให้เฉพาะคนป่วยหนักใกล้มรณะ โดยบาทหลวงจะเจิมน้ำมันที่ตัวคนป่วย เพื่อชำระบาปที่ยู่ให้หมดไป จะได้ไม่มีปีศาจมารบกวนในการเดินทางไปสู่โลกวิญญาณ

ศีลทั้ง 7 นี้ ถือปฏิบัติกันทั้งนิกายโรมันคาทอลิกและนิกายออธอร์ดอกซ์ ส่วนนิกายโปรเตสแตนท์นับถือเฉพาะศีลล้างบาป และศีลมหาสนิทเท่านั้น นิกายออธอร์ดอกซ์ถึงแม้จะนับถือศีล 7 อย่างเหมือนกับนิกายโรมันคาทอลิก แต่มีความเชื่อในเรื่องอื่น ๆ แตกต่างกัน



สาระของชีวิตตามแนวศาสนาอิสลาม

บทนำเบื้องต้น

ศาสนาอิสลาม เกิดขึ้นในทวีปเอเชียแถบตะวันออกกลาง อันเป็นดินแดนแห่งชนชาวอาหรับ เป็นศาสนาที่มีคนนับถือมาจำนวน 1 ใน 3 ของศาสนาโลกอุบัติขึ้นที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อ พ.ศ.1113 โดยพระมุฮำมัดเป็นศาสดาและได้แพร่หลายไปที่ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ยุโรป อเมริกา และในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก

คำว่า “อิสลาม” มาจากศัพท์ภาษาอาหรับว่า อิสลามะ ซึ่งมาจากศัพท์เดียวกันกับคำว่ามุสลิม คือมาจากคำว่า ซะลิมะ หรือซะละมุน แปลว่า สันติ การนอบน้อม การยอมจำนนโดยสิ้นเชิง

อิสลาม จึงมีความหมายว่าการนอบน้อมมอบตนต่อพระผู้เป็นเจ้าอัลเลาะฮแต่พระองค์เดียวอย่างสิ้นเชิงหรือความสันติ ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประเภทเทวนิยม (Theism) คือเป็นศาสนาที่นับถือพระเจ้าสร้างโลก พระเจ้าสูงสุดของอิสลาม คือพระอัลเลาะฮพระองค์เดียวเท่านั้น ส่วนเทพอื่นเป็นเพียงบริวาร

หลักคำสอนที่สำคัญ

ความเชื่อพื้นฐานในศาสนาอิสลาม (รุก่นอีหม่าน)

ศาสนาอิสลามเน้นเรื่องศรัทธาหรือความเชื่อเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จะต้องเชื่อทุกอย่างที่ปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอาน แต่เมื่อกล่าวถึงความเชื่อใหญ่ ๆ หรือพื้นฐานที่มุสลิมทุกคนจะต้องเชื่อ จะระแวงสงสัยไม่ได้ก็มีดังต่อไปนี้

      1. มุสลิมต้องเชื่อว่าพระอัลเลาะฮมีจริง พระองค์ทรงสร้างโลกและสรรพสิ่ง ทรงรู้ ทรงเห็น ทรงได้ยินทุกสิ่ง ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ

      2. มุสลิมจะต้องเชื่อในเทพบริวาร หรือ เทวทูต (มะละอิกะ) ซึ่งมีมากมายตามความประสงค์ขององค์อัลเลาะฮ โดยพระอัลเลาะฮทรงสร้างเทวทูตเหล่านี้จากแสงสว่าง เพื่อชักนำคนให้ไปสู่ทางดีงาม

      3. มุสลิมต้องเชื่อว่า คัมภีร์อัลกุรอาน เป็นคัมภีร์ที่สมบูรณ์ที่สุด พระอัลเลาะฮทรงส่งมาล่าสุด เป็นฉบับสุดท้าย ไม่มีการส่งมาอีก โดยประทานผ่านนบีมุฮัมมัดด้วยพระองค์เองบ้าง ผ่านเทวทูตยิบรออิลบ้าง

      4. มุสลิมต้องเชื่อในตัวแทนพระอัลเลาะฮหรือศาสนทูต (นบี) ของพระองค์ นั่นก็คือนบีมุฮัมมัดนอกจากนี้ก็เคยมีศาสนทูตที่พระอัลเลาะฮได้ส่งมาอีกมากมาย ดังมีข้อความในคัมภีร์อัลกุรอานว่า “ทุกชาติย่อมมีรอซูล” แต่เท่าที่ปรากฎในคัมภีร์อัลกุรอาน มี 25 ท่าน (ซูเราะห์ 10 : 47) มุสลิมถือว่า นบีมุฮัมมัดเป็นศาสนาทูตคนล่าสุด สมบูรณ์ที่สุด พระอัลเลาะฮจะไม่ส่งศาสนทูตมาอีก

      5. มุสลิมต้องเชื่อในวันสิ้นโลก (กียามะห์) ทั้งนี้ก็เพราะพระอัลเลาะฮทรงสร้างโลกได้ก็ทรงทำลายได้เช่นกัน แต่ก่อนที่จะถึงวันสิ้นโลกจะมีนิมิตหลายอย่างปรากฏ เช่นดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก และสัตว์ประหลาดปรากฎขึ้น เป็นต้น

ตัวอย่างหลักคำสอนทั่วไป

1. สอนให้มีความเมตตา กรุณาต่อกัน

2. สอนให้กตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา

3. สอนไม่ให้ดื่มสุราเมรัยและยาเสพติดต่าง ๆ

4. สอนไม่ให้ออกดอกเบี้ย รับสินบน ให้สินบน กักตุนสินค้า และทุจริตต่าง ๆ

5. สอนให้รักความยุติธรรม

6. สอนหลักการตัดสินความ

7. สอนไม่ให้บังคับนับถือศาสนา

8. สอนถึงความสำคัญของเจตนา

9. สอนถึงบาปหนักในศาสนา

10. สอนถึงทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว



สาระของชีวิตตามแนวศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ความเป็นมาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาเก่าแก่ของโลก คาดกันวามีอายุมากกว่า 4,000 ปี ต่อมาศาสนาพราหมณ์ได้วิวัฒนาการมาเป็นศาสนาฮินดู กล่าวคือในยุคแรก ๆ แนวคิดเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องเทพเจ้าต่าง ๆ ได้มีอิทธิพลต่อชีวิตของชาวอินเดีย จนกระทั่งเรื่องราวทั้งหลายในชีวิตล้วนมีเทพเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น และเทพเจ้าเหล่านั้นก็ถูกผูกขาด โดยชาวอารยันชั้นสูง ที่เรียกว่า วรรณะสูง ซึ่งได้แก่กษัตริย์และพราหมณ์ กษัตริย์ทำหน้าที่เป็นนักปกครอง พราหมณ์ทำหน้าที่เป็นผู้รับทำพิธีกรรม คือรับหน้าที่เป็นผู้สื่อสารกับเทพเจ้า ทั้งสองวรรณะนี้จัดว่าเป็นชนวรรณะสูง แพศย์เป็นชาวอารยันเช่นเดียวกันกับกษัตริย์และพราหมณ์ มีหน้าที่ในการประกอบธุรกิจค้าขาย หรือเป็นชาวนาที่มีนาเป็นของตนเอง จัดว่าเป็นวรรณะกลาง (ชนชั้นกลาง) และวรรณะสุดท้ายคือ ศูทร มีหน้าที่รับใช้คนชั้นสูง เป็นกรรมกรแบกหามทำงานหนัก จัดเป็นชนชั้นต่ำ ไม่สามารถที่จะร่วมคบหาสมาคม กินอยู่หลับนอน และร่วมกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเสมอภาคกับชนชั้นสูงหรือชนชั้นกลางดังกล่าวได้ เพราะเป็นข้อห้ามทางศาสนาคือคัมภีร์พระเวท ซึ่งชาวอารยันเป็นผู้สร้างขึ้นมา ศูทรเป็นชาวอินเดียพื้นเมืองซึ่งอาศัยอยู่ในชมพูทวีปมาก่อน ก่อนที่ชาวอารยันอพยพเข้ามา จึงเป็นอันว่าศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาของชาวอารยัน และเหตุผลทีเรียกว่าศาสนาพราหมณ์ เพราะพราหมณ์ผู้ซึ่งมีหน้าที่ทำพิธีกรรม มีบทบาทในสังคมสูงมาก

มนุษย์แต่ละคนซึ่งมีชีวิตอยู่ในขณะนี้เป็นชิ้นส่วนของพระพรหมส่วนใดส่วนหนึ่ง ตามวรรณะของตน กล่าวคือ กษัตริย์เกิดจากพาหาของพระพรหม พราหมณ์เกิดจากโอษฐ์ของพระพรหม แพศย์เกิดจากส่วนท้องของพระพรหม และศูทรเกิดจากเท้าของพระพรหม ทุกวรรณะที่มีชีวิตอยู่ในขณะนี้เกิดจากพระพรหมและเมื่อเกิดมาแล้ว ก็ต้องทำตามหน้าที่ตามวรรณะของตน เมื่อเกิดความบริสุทธิ์เพราะการปฏิบัติหน้าที่ และการทำความดีอย่างอื่นควบคู่กันไปจนเกิดความบริสุทธิ์ ทั้งทางกายและใจก็จะกลับไปอยู่ในร่างของพระพรหม เป็นชีวิตอมตะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารต่อไปอีก

หลักปรัชญาชีวิต

หลักปรัชญาและแนวคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับชีวิตของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สรุปได้ดังนี้ (ทองหล่อ วงษ์ธรรม 2541 : 54)

    1. เรื่องเทพเจ้า มีการอธิบายลักษณะของพระพรหมเพิ่มจากเดิมให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นว่า พระเจ้าแท้จริงมีพระพรหมเพียงองค์เดียว
    2. เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด มีปรัชญาอธิบายว่า การที่มนุษย์ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสภาพต่าง ๆ นั้น เป็นเพราะผลของ(กรรมเก่า) พระพรหมเป็นศูนย์รวมและเป็นต้นกำเนิดแห่งวิญญาณทั้งปวง สิ่งมีชีวิตทั้งหมดถือกำเนิดมาจากพรหม
    3. เรื่องวิธีการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด อธิบายว่า ผู้ใดยุติการกระทำ ผู้นั้นย่อมหลุดพ้นจากการเกิด
    4. เรื่องวันสิ้นโลก อธิบายว่า โลกที่พระพรหมสร้างขึ้นมีอายุขัย เมื่อครบกำหนดอายุขัย จะมีการสร้างโลกขึ้นใหม่ ระยะเวลาตั้งแต่การสร้างโลกจนถึงการล้างโลกเรียกว่า “กัลป์”หนึ่ง แบ่งเป็น 4 ยุค คือ กฤตยุค เตรตายุค ทวาปรยุค และกลียุค ทั้ง 4 ยุครวมกันเรียกว่า “มหายุค” แต่ละยุคเวลาจะสั้นลงตามดับเช่นกัน
    5. เรื่องการศึกษา มีการกำหนดการศึกษาภาคบังคับ กล่าวคือประชาชนที่อยู่ในวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ และแพศย์จะต้องส่งบุตรหลานของตนเข้าศึกษาในสถานศึกษาแห่งใดแห่งหนึ่งของวรรณะพราหมณ์ ก่อนรับเข้าศึกษา นักบวชพราหมณ์จะประกอบพิธีเสกเป่ามนตราและคล้องด้ายมงคลที่ถือว่าศักสิทธิ์ เรียกว่า”สายธุรำ” เฉวียงบ่าแก่เด็ก พิธีนี้เรียกว่า “ยัชโญปวีต” ผู้ผ่านพิธีนี้แล้วถือว่าเป็นผู้เกิดใหม่ เรียกว่า “ทวิช” แปลว่า ผู้เกิดสองครั้ง

ประโยชน์สูงสุดของชีวิต

    1. อรรถะ (Wealth) การแสวงหาทรัพย์ หรือสร้างฐานะในทางเศรษฐกิจตามคำสอนในคัมภีร์อรรถศาสตร์ แต่งโดยท่านเกาฑัญญะ เป็นคัมภีร์ว่าด้วยการปกครอง การจัดระบบเศรษฐกิจ ระเบียบในการสงคราม

    2. กามะ (Pleasure) เป็นการให้ความสำคัญต่อชีวิตครอบครัว การแสวงหาความสุขนั้น ตามหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จะต้องดำเนินไปตามแบบแผนหรือระเบียบแห่งความประพฤติของสังคม

    3. ธรรมะ (Norm) หมายถึง หลักศีลธรรมของสังคมฮินดู โดยทั่วไป ธรรม หมายถึง หน้าที่ที่ต้องปฏิบัติเป็นการบังคับให้ทำตามหลักของศาสนา

    4. โมกษะ (Liberation) คืออิสรภาพของวิญญาณ อันเป็นอุดมคติและคุณค่าสูงสุดในชีวิต เป็นชีวิตที่ข้ามพ้นจากสังสารวัฏเข้าสู่ความสุขอันเป็นนิรันดร์ นั่นคือ การปฏิบัติให้รู้จักตนเองว่าคือใคร พรหมคือใคร ในโลกนี้มีอะไรที่มีสาระสำคัญหรือมีค่าสูงสุด การรู้แจ้งในตนเองว่าเป็นพรหมและรู้แจ้งพรหมว่าเป็นปฐมวิญญาณของตน นี่คือรวมเอาวิญญาณ (อาตมัน) อันเป็นของตนไปรวมกับปฐมวิญญาณ (ปรมาตมัน) จึงเรียกว่า การเข้าถึงโมกษะ คือการปลดปล่อยวิญญาณให้เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ อันเป็นจุดหมายสูงสุดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

หลักความดีสูงสุด

โมกษะ คือหลักความดีสูงสุดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีหลักการสำคัญของศาสนาว่า “ผู้ใดรู้แจ้งในอาตมัน (วิญญาณ) ของตนเองว่าเป็นอาตมันของพรหม ผู้นั้นย่อมข้ามพ้นจากสังสารวัฏ และไม่ปฏิสนธิอีก” ถือว่าเป็นความดีขั้นสูงสุด (Summum Bonum) ปรัชญาที่ถือว่าเป็นแก่นแท้ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั้นคือปรมาตมันและหลักโมกษะ

คำว่า ปรมาตมัน หมายถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่อันเป็นที่รวมของสิ่งในสากลจักรวาล ซึ่งเรียกว่า พรหม ปรมาตมันกับพรหมคือสิ่งเดียวกัน (หมายถึงพรหมไม่มีรูปร่าง) อันมีลักษณะคือ

    1. เป็นสิ่งมีเองเป็นเอง ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด
    2. เป็นนามธรรม (ไม่มีรูปร่าง) สิ่งสถิตอยู่ในสรรพสิ่ง ไม่สามารถมองเห็นด้วยตา
    3. เป็นที่รวมของวิญญาณ (อาตมัน) ทั้งปวง
    4. สรรพสิ่งในสากลจักรวาลล้วนเป็นส่วนย่อยที่ออกมาจากพรหม
    5. เป็นอันติมสัจจะ (ความจริงขั้นสูงสุด)
    6. เป็นผู้ประทานความรู้ (ญาณ) ความคิดและความบันเทิง
    7. เป็นสิ่งนิรันดร์ คือคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

คัมภีร์อุปนิษัท ได้กล่าวถึงสิ่งสัมบูรณ์ว่าเป็นอาตมันและพรหมัน โดยกล่าวว่าอาตมันและ

พรหมัน เป็นสิ่งเดียวกันเพียงแต่การมองจากแง่อัตวิสัยหรือในฐานะผู้รู้เรียกว่าอาตมันแต่หากจะมองในแง่วัตถุวิสัย หรือในฐานะเป็นสิ่งที่ถูกรู้ เรียกว่า พรหมัน

ปรมาตมัน คือตัวตนสากล (วิญญาณสากล) เป็นวิญญาณที่บริสุทธิ์ ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยสิ่งใดส่วนชีวาตมันเป็นตัวตนย่อยถูกจำกัดด้วยร่างกาย ชีวาตมันเกิดจากส่วนผสมของดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นส่วนหนึ่งแห่งอาตมันสากล เมื่อร่างกายแตกดับ สิ่งที่เหลืออยู่คืออาตมันสากลหรือปรมาตมัน ซึ่งไม่มีวันจะสูญสิ้น


สาระความรู้ทางแนวชีวิตตามศาสนาคริสต์

ศาสนาที่ยิ่งใหญ่ ตายแทนศาสดาได้ นับเป็นศาสนาสากล หลักจริยธรรมที่สำคัญ คือพระบัญญัติ 10 ประการ ย่อได้ 2 ประการ คือ

    1. รักพระเจ้าอย่างสุดใจ
    2. รักเพื่อนมนุษย์อย่างสุดใจ

หลักสำคัญที่สุดของศาสนาคริสต์

พระเจ้าคือ พระยะโฮวา พระเจ้าเป็นคนสร้างสรรพสิ่ง สาเหตุของสรรพสิ่งคือ พระเจ้า (God) ตามพระคัมภีร์เก่า กล่าวว่า เดิมไม่มีอะไร มีแต่ความมืด พระเจ้าก็อยู่ในความมืด พระองค์จึงสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นดังนี้

1. สร้างแสงสว่าง

2 สร้างท้องฟ้า

3. สร้างน้ำ, ทะเล

4. สร้างพระอาทิตย์ พระจันทร์

5. สร้างนก และปลา

6. สร้างมนุษย์คนแรก

    1. สร้าง (พักเหนื่อย)

ลักษณะของคนตามทัศนะศาสนาคริสต์

คริตสศานา ได้กล่าวถึงลักษณะของคนไว้ว่า

1. คนเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง

2. คนเป็นสิ่งสูงศักดิ์ที่สุด

3. คนเป็นฉายาของพระเจ้า (The Image of God)

4. ชีวิตของคนขึ้นอยู่กับพระเจ้า

ชีวิตควรอยู่เพื่ออะไร

ศาสนาคริสต์ได้แบ่งเป้าหมายมนุษย์ออกเป็น 2 ระดับ คือ

1. อยู่เพื่อโลกนี้ คือ เป็นอยู่เพื่อให้ตนเอง ครอบครัว และสังคมมีความสุขและมีสันติภาพอันยั่งยืน

2. อยู่เพื่อโลกเบื้องหน้า คือเข้าสู่อาณาจักรพระเจ้า (The Kingdom of God) ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ อีกแล้วเป็นชีวิตที่ไม่ต้องตาย ไม่ถูกลงโทษ เป็นสันติสุขอั้นแท้จริง

ดำเนินชีวิตอย่างไร

ทุกคนต้องยึดคำบัญญัติ 10 ประการ เป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตตามคำสอนขององค์ศาสดา มีดังนี้คือ

1. อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกจากเรา

2. อย่าเอยนามพระเจ้าโดยไม่เคารพ

3. อย่าทำรูปเคารพใดซึ่งเลียนแบบพระเจ้า

4. ระลึกถึงวันสปาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์ เป็นวันของพระเจ้า ทรงพักเหนื่อย

5. เคารพบิดามารดาของเจ้า

6. อย่าฆ่ามนุษย์

7. อย่าร่วมประเวณีสามีภรรยาผู้อื่น

8. อย่าลักทรัพย์

9. อย่าเป็นพยานเท็จ

10. อย่าโลภสมบัติของเพื่อนบ้าน

นอกจากนั้นชาวคริสต์ยังต้องปฏิบัติตามคริสตธรรมที่บันทึกจากการเทศนาครั้งสำคัญของพระเยซู เรียกว่า เทศนาบนภูเขา ตอนหนึ่งท่านตรัสว่า โบราณสอนว่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน เราขอบอกว่า อย่าต่อสู้คนชั่ว ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ให้หันแก้มซ้ายให้เขาตบด้วย ผู้ใดฟ้องศาลเพื่อเอาเสื้อคลุม จงให้เสื้อคลุมแก่เขา ถ้าเขาขอสิ่งใดจงให้สิ่งนั้นแก่เขา อย่าเมินหน้าหนีผู้ยืม


สาระความจริงของชีวิตตามหลักอิสลาม

อิสลาม เป็นภาษาอาหรับ แปลว่า สันติ ศาสนาอิสลาม เป็นสายธารแห่งคุณธรรม จริยธรรมที่สำคัญของดลกศาสนาหนึ่ง มีศาสนิกอยู่ทุกมุมโลก ศาสดาชื่อว่า นะบีมูฮัมหมัด

ศาสนาธรรมของศาสนาอิสลาม ที่ปรากฏในคัมภีร์อัล – กุรอาน เป็นโองการมาจากพระเจ้า เป็นธรรมนูญชีวิตของชาวมุสลิม ไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะถือว่าเป็นศาสนาธรรมที่สมบูรณ์ดีแล้ว

ชีวิตคืออะไร

กำเนิดชีวิตคนมีมาจากการสร้างของพระอัลเลาะห์ ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์อัลกุรอานว่า

“พระองค์ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนี้ด้วยความจริง และทรงทำให้สู่เจ้าเป็นรูปร่างและทรงทำรูปร่างสู้เจ้าให้ดียิ่งขึ้น และพระองค์คือการกลับไปในปั้นปลาย” ดังนั้น พระเจ้าคือผู้ทรงสร้าง ทรงอภิบาลชีวิตของมนุษย์ทั้งมวล

ลักษณะของมนุษย์

มนุษย์มีลักษณะเด่น พิเศษจากสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย แม้มนุษย์จะมีลักษณะรวมกับสิ่งที่มีชีวิตอื่น ๆ เช่น พืช และสัตว์ แต่องค์ประกอบชีวิตมนุษย์ละเอียดและสลับซับซ้อนกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ สิ่งที่เสริมให้ชีวิตมนุษย์มีลักษณะเด่นเฉพาะในตัวเอง เพราะได้รับ “รุฮ์” จากองค์อัลเลาะห์ คำว่า “รุฮ์” ที่พบในภาษาไทยคือ “วิญญาณ”

ชีวิตอยู่เพื่ออะไร

เป้าหมายสูงสุดของชีวิตทั้งศาสนายิว ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะทั้งสามศาสนามีความเชื่อพื้นฐานว่า ชีวิตได้มาจากพระเจ้า พระเจ้าเป็นองค์ประเสริฐสุด อาณาจักรของพระเจ้าเป็นสถานที่ไร้ทุกข์ทั้งมวล

กรีสุดา เฑียรทอง (2450 : 64) ได้ระบุถึงเป้าหมายของชีวิตของชาวมุสลิมไว้ 2 ระดับ คือ

1. เป้าหมายในโลกนี้ เป็นเป้าหมายเพื่อให้ตนมีความสุขทั้งทางกายและใจ หมดความทุกข์ ความหวาดกลัว และทำให้สังคมและโลกมีความสุข

2. เป้าหมายในโลกหน้า คือการพ้นจากการถูกลงโทษ ได้เข้าถึงสวรรค์มีความสุขตลอดไป พ้นจากความทุกข์ ความทรมานต่าง ๆ จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นอีก

ชีวิตควรเป็นอยู่อย่างไร

หลักประพฤติของชาวมุสลิมมี 2 ประการ คือ

    1. หลักศรัทธา
      1. ศรัทธาต่อพระเจ้าองค์เดียว
      2. ศรัทธาต่อพระคัมภีร์
      3. ศรัทธาต่อผู้รับใช้พระเจ้า
      4. ศรัทธาต่อศาสนฑูต ผู้สื่อสารบทบัญญัติต่างๆ ของพระองค์
      5. ศรัทธาในวันสิ้นโลก วันพิจารณากรรมของมนุษย์ เมื่อโลกแตกดับ
      6. ศรัทธาต่อลิขิตพระเจ้า
    2. หลักปฏิบัติ

2.1 การปฏิญาณตน เพื่อความยืนยันว่า ศรัทธาพระเจ้า

2.2 ทำละหมาด วันละ 5 เวลา คือ

การละหมาด คือ การแสดงความจงรักภักดี ต่อพระเจ้า ชำระความสะอาดของร่างกายให้สะอาดผ่องแผ้ว

2.3 การบริจาทาน (ซากาต) คือ การบริจาคทรัพย์สินตามอัตราส่วนแก่ผู้มีปัญหาทางเศรษฐกิจ

2.4 การถือศีลอด การถือศีลอด คืออดกิน อดดื่ม งดประพฤติตามอารมณ์ฝ่ายต่ำตั้งแต่รุ่งอรุณจนถึงตะวันลับขอบฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนรอมฎอน

2.5 การประกอบพิธีฮัจจ์ มุสลิมผู้มีทุนทรัพย์เพียงพอ มีร่างกายแข็งแรง ให้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจจ์ ณ กรุงเมกกะ อย่างน้อยชีวิตละหนึ่งครั้ง

สิ่งที่ชาวมุสลิมควรละเว้น

  1. ห้ามตั้งภาคี หรือ สิ่งอื่นใดมาเทียบพระเจ้า
  2. ห้ามกราบไหว้สิ่งเหล่านี้ เช่น ผี, สาง, เทวดา, ต้นไม้, ภูเขา เป็นต้น

3. ห้ามเชื่อดวงดาว, เครื่องลางของขลัง, ห้ามเชื่อไสยศาสตร์ทุกประเภท

4. ห้ามเล่นการพนัน, เสี่ยงทายทุกประเภท

5. ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ที่ตายเอง ห้ามรับประทานสุกร ห้ามรับประทานอาหารที่นำไปเซ่นไหว้

6. ห้ามเสพสิ่งเสพติด

7. ห้ามประพฤติผิดประเวณี

8. ห้ามฆ่าสิ่งมีชีวิตด้วยเจตนา

9. ห้ามประกอบมิจฉาชีพ เช่น การตั้งสถานเริงรมย์ ซ่องนางโลม เป็นต้น

10. ห้ามบริโภคอาหารที่หามาได้โดยไม่ชอบธรรม

11. ห้ามกักตุนสินค้าเพื่อให้ราคาสูงขึ้น

12. ห้ามกระทำการใด ๆ ที่นำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติ


สาระของชีวิตตามแนวลัทธิอื่นๆ

1. ศาสนาเต๋า

2. ศาสนาขงจื้อ

ประวัติศาสนาเต๋า

ในเบื้องต้นจะได้กล่าวถึงประวัติของศาสนาเต๋า ศาสนาเต๋าเป็นศาสนาที่แปลก คือดั้งเดิมไม่ได้เป็นศาสนา และผู้ที่ถือกันว่าเป็นศาสดาก็ไม่มีส่วนรู้เห็น คือเล่าจื้อได้รับยกย่องเป็นศาสดา แต่สมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ท่านไม่เคยประกาศตัวเป็นศาสดา และไม่เคยประกาศตั้งศาสนาเต๋า ส่วนที่กลายมาเป็นศาสนาเต๋าก็เพราะความดีและความวิเศษแห่งความรู้ในปรัชญาเต๋าเป็นเหตุ

เต๋ากลายมาเป็นศาสนาในสมัยราชวงศ์ฮั่น (ราว พ.ศ. 337 –763) มีนักพรตรูปหนึ่งชื่อ เตีย เต๋า เล็ง ประกาศตนสำเร็จทิพยภาวะสามารถติดต่อกับเทพเจ้าได้จึงได้สถาปนาศาสนาเต๋าขึ้น ณ สำนักภูเขาเหาะเม็งซัว ในมณฑลเสฉวน โดยยกเล่าจื้อเป็นศาสดา

คำว่า เต๋า แปลว่า หนทาง หรือวิถี กล่าวคือมรรคที่จะทำชีวิตเข้าถึงธรรมชาติอันแท้จริงของชีวิต คัมคีร์เต๋าเรียกว่า เต๋าเต็กเก็ง แบ่งเป็น 2 ภาค คือภาคแรก เรียกว่า เต๋าเก็ง ภาค 2 เรียกว่า เต็กเก็ง

ศาสตราจารย์โอ้วเส็ก หรือหูสื่อ สันนิษฐานว่า เล่าจื้อ คงจะเกิดในสมัยต้นแผ่นดินพระเจ้า

จิว เล่ง อ๊วง ราว 27 ปี ก่อน พ.ศ. เล่าจื้อสิ้นชีพเมื่อไรไม่ปรากฏหลักฐาน แต่บางท่านก็กล่าวว่า เล่าจื้อมีอายุยืนกว่า 160 ปี บางท่านก็ว่าเล่าจื้อมีอายุกว่า 200 ปี

กำเนิดสรรพสิ่งตามทัศนะของเต๋า

เชื่อในเรื่อง หยังและหยิน เป็นปรัชญาพื้นฐานของจีนโบราณ ถือว่าสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต เกิดมาจาหยางและหยิน สรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตล้วนเกิดมาจากส่วนประกอบของหยิน และ

หยางทั้งสิ้น เมื่อหยินและหยางมีความสมดุล ทุกสิ่งทุกอย่างก็เกิดและมีสันติสุข แต่เมื่อหยินและหยางไม่สมบูรณ์กัน ทุกสิ่งก็แปรเปลี่ยน

หลักคำสอน

คำสอนของศาสนาเต๋า ได้ไปจากศาสนาเต๋า ดังนั้นถ้าหากเข้าใจเต๋าได้ก็จะเข้าใจหลักคำสอนของเล่าจื้อทั้งหมด แต่ปัญหาอยูที่ว่าจะเข้าใจเต๋าได้อย่างไร เป็นเรื่องที่ยาก เพราะว่าเต๋าเป็นนามธรรม จึงมิอาจรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสดังที่เล่าจื้อกล่าวว่า

เต๋าเป็นธรรมชาติอันมิอาจมองเห็นได้ด้วยการดู

จะเวี่ยหูฟังก็มิอาจได้ยิน

จะสัมผัสก็กระทบมิได้

จะวิจัยอย่างไรก็อับจน

ภาษาของมนุษย์ ล้วนแต่เป็นเรื่องสมมติทั้งสิ้น ดังนั้นแม้จะเรียกว่าเต๋า ๆ นั้น ก็มิใช่ตัวเต๋าจริง ๆ เป็นเพียงการสมมติเช่นกันดังที่เล่าจื้อกล่าวไว้ว่า

เต๋าที่นำมาเรียกขานกันได้ไม่ใช่เต๋าแท้

นามที่นำมาบัญญัติร้องเรียกกันได้ ก็มิใช่นามแท้

ชีวิตมนุษย์เป็นไปตามอำนาจเต๋า

เต๋าเป็นต้นกำเนิดและเป็นสิ่งควบคุมชีวิตมนุษย์ ดังนั้นการรู้เต๋าเป็นการรุ้ที่ประเสริฐสุด ชีวิตมนุษย์มิได้มีอิสระในตัวเอง แต่ต้องตกอยู่ภายใต้กฎของเต๋าอันเป็นธรรมชาติ บรรดาสิ่งสูงสุดมี 4 อย่าง คือเต๋า ฟ้า ดิน มนุษย์ สังคมจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์มีความรู้แจ้งเต๋า และปฏิบัติตามเต๋ามากน้อยเพียงใด เต๋ายึดมั่นในความอ่อนน้อมถ่อมตน เพราะความอ่อนน้อมถ่อมตนและความอ่อนโยนย่อมชนะความแข็งกระด้าง

มีชีวิตอยู่เพื่อเต๋า

เป้าหมายสูงสุดของชีวิตตามแนวทางศาสนาเต๋า ก็คือการบรรลุเต๋า เพราะเต๋าเป็นคลังเก็บรวบรวมสรรพสิ่ง เป็นมณีของสาธุชนและเป็นที่คุ้มครองรักษาทรชนด้วย

ประวัติศาสนาขงจื้อ

ศาสนาขงจื้อ เกิดเมื่อประมาณ 8 ปี ก่อน พ.ศ. ความจริงสมัยที่ขงจื้อมีชีวิติอยู่ ท่านไม่เคยประกาศตัวเป็นศาสดา ทั้งยังไม่เคยประกาศตั้งศาสนา ส่วนที่ได้กลายมาเป็นศาสนาก็เพราะผู้อื่นตั้งให้เป็นแบบเดียวกับเล่าจื้อ หลังจากที่ขงจื้อสิ้นชีพแล้วหลายร้อยปี คือขงจื้อสิ้นชีพ พ.ศ. 64 ก็ได้มีศิษยานุศิษย์ช่วยกันเผยแพร่คำสอนของขงจื้อตลอดมา

ข้อเขียนของขงจื้อมี 4 คัมภีร์ คือ

1. ยิกิง แปลว่าคัมภีร์แห่งความเปลี่ยนแปลง คัมภีร์นี้ว่าด้วยจักรวาลวิทยา

2. ชูกิง แปลว่าคัมภีร์แห่งประวัติศาสตร์ คัมภีร์นี้ว่าด้วยประวัติศาสตร์ในด้นต่าง ๆ ของจีนสมัยโบราณ

3. ชิกิง แปลว่าคัมภีร์แห่งบทกวี

4. ลิกิง แปลว่าคัมภีร์แห่งฤดูใบไม้ผลิ

กำเนิดสรรพสิ่งตามทัศนะของขงจื้อ

ธรรมชาติของมนุษย์ คือ ซิง (Sing) เชื่อว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับความดี มนุษย์เป็นสัตว์สังคม อยู่คนเดียวไม่ได้ จะต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างสองคนขึ้นไป จุดเริ่มต้นของคนคือครอบครัว ความสัมพันธ์ของสังคม แบ่งเป็น 5 ระดับ คือ

1. บิดา มารดา บุตรธิดา

2. สามีกับภรรยา

3. พี่กับน้อง

4. กษัตริย์ขุนนางกับปวงประชา

5. มิตรสหาย

ทุกระดับจะต้องมีจริยธรรมต่อกัน คือ ความกตัญญูกตเวที ความรักความซื่อตรง ความสมานสามัคคี ความจงรักภักดี และความเมตตากรุณา ทุกคนต้องทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ที่สุด ที่เรียกว่า เจี้ยเมี้ย

จุดมุ่งหมายของชีวิตตามทัศนะของขงจื้อ

ขงจื้อสอนให้บุคคลแสวงหาความสุข สมบูรณ์ของชีวิตในโลกนี้มากกว่าการแสวงหาความสุขในโลกหน้า หรือการไปสู่สวรรค์ใด ๆ ดังคำสอนที่ศิษย์คนหนึ่งถามว่า

“อาจารย์ครับ กรุณาบอกชีวิตหลังตายให้ผมทราบบ้าง”

ขงจื้อตอบว่า

“เรายังไม่ได้เรียนรู้ความจริงแท้ของชีวิตในโลกนี้เลย เราจะรู้ชีวิตหลังความตายได้อย่างไร ปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขโดยรีบด่วน เป็นเรื่องการประพฤติปฏิบัติที่เหมาะสม และบรรลุถึงความสุขสมบูรณ์ในโลกนี้ก่อนเท่านั้น”

ดำเนินชีวิตอย่างไร

ขงจื้อสอนให้คนดำเนินชีวิตตามหลักจริยธรรมให้ครบถ้วนทั้งกายและใจ

1. ดำเนินชีวิตตามหลักจริยธรรมทางกาย หมายถึงจริยธรรมที่ควรประพฤติปฏิบัติตนเองต่อผู้อื่น และสังคม

2. ดำเนินตามหลักจริยธรรมทางใจ เช่น เมตตา และสัมมาปฏิบัติ คือการกระทำในสิ่งที่เห็นว่า ถูกหรือควร เป็นการทำความดีเพื่อความดี ความดีมีค่าในตัวของมันเอง ความดีมิได้อยู่ที่ผลที่ได้รับ

หลักปฏิบัติพื้นฐานที่จะนำไปสู่หลักจริยธรรม เรียกว่า ตง – สู่ คือ ให้ปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนดังที่ท่านปรารถนาให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อท่าน และจงอย่าปฏิบัติต่อผู้อื่นในสิ่งที่ท่านไม่ปราถนาให้ผู้อื่นปฏิบัติติ่ท่าน


Go top