อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์.  (2542, - -). "รากฐานความคิดทางการเมืองสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์,"   รัฐศาสตร์สาร.  21(1)  :  
        127-148.
ความเปลี่ยนแปลงของระบบราชการ
     รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไทยได้สร้างกลไกระบบราชการขึ้นมา แต่ในช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาล
ที่ 7 การตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ๆ ยังคงมาจากพระมหากษัตริย์และเจ้านาย
     แม้ว่าการตัดสินใจทางการเมืองหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจะย้ายจากเจ้านายมาสู่กลุ่มผู้กุมอำนาจ
กลุ่มใหม่ แต่อย่างไรก็ตามในระยะแรกคณะราษฏรไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจในรัฐบาล จนกระทั่งเมื่อเกิดการ
เปลี่ยนแปลงรัฐบาลในปี พ.ศ.2481 ที่สมาชิกคณะราษฎรได้อำนาจการตัดสินใจในคณะรัฐมนตรีอย่างเต็มที่
มากกว่าเดิม
     หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2489 พลังของคนกลุ่มต่างๆ
เข้ามาร่วมตัดสินใจทางการเมืองอย่างมากมายและหลากหลาย แม้ว่ามีการรัฐประหารในปี พ.ศ.2490 ที่นำ
โดยข้าราชการ แต่ทศวรรษ 2490 ก็เป็นช่วงเวลาต่อสู้ทางการเมืองระหว่างหน่วยราชการอย่างเข้มข้น สะท้อน
ให้เห็นว่าระบบราชการยังขาดเอกภาพภายในซึ่งทำให้ไม่สามารถรวมศูนย์อำนาจได้
     การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ในวันที่ 20 ตุลาคม 2501 ทำให้จอมพลสฤษดิ์สามารถสถาปนา
ระบบราชการขึ้นมามีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างที่ระบบราชการไม่เคยทำได้มาก่อน ดังนั้นหาก
นิยามว่ารัฐไทยเป็นรัฐระบบราชการที่ระบบราชการเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างแท้จริง ก็คง
จะต้องเน้นย้ำว่าเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในสมัยของจอมพลสฤษดิ์นี้เอง
     รัฐระบบราชการในสมัยจอมพลสฤษดิ์มีลักษณะสำคัญได้แก่ ประการแรกการรวมศูนย์อำนาจของระบบ
ราชการ ประการที่สอง การขยายตัวของระบบราชการ ซึ่งทำให้เกิดพื้นที่สาธารณะที่รัฐเป็นเจ้าของและพื้นที่ที่
เอกชนเป็นเจ้าของ

การขยายตัวของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
     การขยายตัวของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ มีความหมายที่สำคัญ
เพราะส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนอันทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในรากฐานความคิดทางการเมือง ความ
เปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ได้แก่ การขยายตัวของกระบวนการทำให้ทุกอย่างเป็นสินค้า ซึ่งทำให้เกิดฐานความคิดทาง
การเมือง 2 ประการคือ ประการแรกคือ บทบาทของรัฐในการชักนำสังคมเข้าสู่กระบวนการทำให้ทุกอย่างเป็น
สินค้า ประการที่สองคือผลกระทบของกระบวนการทำให้ทุกอย่างเป็นสินค้า
     นอกจากการสร้างเงื่อนไขในการแปลงทุกอย่างให้เป็นสินค้าแล้ว จอมพลสฤษดิ์ยังได้พยายามที่จะ
เปลี่ยนแปลงระบบความคิดของคนไทย ที่สำคัญได้แก่การพยายามเน้นให้ผู้คนเห็นความสำคัญของกระบวนการเข้าสู่
การผลิต"สินค้า"กล่าวคือ จอมพลสฤษดิ์ได้เน้นให้เกษตรกรเข้าสู่การผลิตเพื่อขายด้วยตลอดเวลา นอกจากนี้
จอมพลสฤษดิ์ได้พยายามทำให้พระสงฆ์เป็นกลไกหนึ่งในการโฆษณาความคิดนี้สู่ประชาชน การเปลี่ยนแปลงทาง
เศรษฐกิจมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของประชาชนคือ เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสวงหาผลประโยชน์สู่ตนเอง
ทั้งในรูปของเงินตราและการมีชีวิตที่ดีขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่จึงชื่นชมยุคสมัยของจอมพลสฤษดิ์

รากฐานความคิดทางการเมืองจอมพลสฤษดิ์
     ความเปลี่ยนแปลงต่างๆดังกล่าวข้างต้นที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ได้ทำให้ชีวิตประจำวันของ
ประชาชนเปลี่ยนแปลงไป โดยสัมพันธ์กับการนิยาม"พื้นที่"แบบใหม่ที่ประชาชนต้องวางตนเองเข้าไปดำรงอยู่อย่างมี
ความหมายซึ่งทำให้ประชาชนต้องเปลี่ยน"อัตลักษณ์ตัวตน"ของตนเอง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นรากฐานของความคิดทาง
การเมืองแบบใหม่
     จากเดิมก่อนที่ระบบราชการจะขยายอำนาจออกไปครอบคลุมพื้นที่นั้น การใช้"พื้นที่"ของชุมชนคนไทย
โดยทั่วไปมีลักษณะการใช้ที่วางอยู่บนวัฒนธรรมเดิมของชุมชน และมีรากฐานอยู่บนการยินยอมของคนในชุมชน แต่
เมื่อระบบราชการขยายตัวออกไปก็ทำให้ประเพณีการใช้"พื้นที่"เดิมที่เคยใช้ร่วมกันตามประเพณี ภูกทำให้ไม่มีความ
สำคัญทางกฎหมาย ความคิดเกี่ยวกับพื้นที่ ที่เหลือเพียงพื้นที่สาธารณะกับพื้นที่ของเอกชนเท่านั้นปรากฎอย่างชัดเจน
ในกฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน
     การขยายอำนาจเข้าครอบครอง"พื้นที่"ของรัฐมิได้เป็นไปเฉพาะบนพื้นที่ที่เป็นที่ดินเท่านั้น แต่เป็นบน
พื้นที่ทางสังคมอันเป็นมิตินามธรรมอีกด้วย เห็นได้อย่างชัดเจนในการสร้างกิจกรรมสาธารณะของรัฐ ซึ่งรัฐได้ขยายตัว
ริบเอากิจกรรมต่างๆที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของชุมชนหรือของครอบครัวมาเป็นภาระของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การรักษา
พยาบาล ซึ่งมีความหมายอย่างชัดเจนว่า ปริมณฑลของการดำรงชีวิตของประชาชนนั้นเหลือเพียงบริเวณของเขตส่วนตัว
นอกจากนี้แล้วรัฐได้เข้ามาครอบครองอย่างกว้างขวางขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน
ชื่อเอกสาร :รากฐานความคิดทางการเมืองสมัยจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์:ppa307.pdf
Website :
แหล่งที่มา :
สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์  


กลับไปหน้าจอสืบค้น