พิษณุ กล้าการนา.  (2545, - มีนาคม). "พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกับการรณรงค์หาเสียงฯ,"   รัฐสภาสาร.  50(3)  :  
        104-155.
พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกับการรณรงค์หา
เสียง และโพลล์ศึกษาวิเคราะห์กรณีของกรุงเทพมหานคร
ในอดีต

        เอกสารวิชานี้เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของวิชาทางรัฐ
ศาสตร์ และสื่อสารมวลชนมีสาระสำคัญ 3 ตอน คือ

        ตอนที่หนึ่ง  เป็นการศึกษาพื้นฐาน และความเป็น
มาของมติมหาชน (Public Ppinion) รวมถึงศึกษาการวัด
คะแนน
นิยมทางการเมือง (polls) ด้วยการนำความรู้หลายสาขา
มาผสมผสานกันเช่น จิตวิทยา  สังคมวิทยา  สถิติและ
คณิตศาสตร์

        สาระสำคัญของมติมหาชนส่วนมาก มักมีที่มาจาก 
3 แห่ง คือ
          1.  สื่อมวลชน (Mass Media) เช่น หนังสือ
พิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์
          2.  กลุ่มผลประโยชน์ (Interest  Group) ซึ่งเป็น
กลุ่มที่มีจุดประสงค์เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง  
โดยการแสดงออกด้วยวิธีต่าง ๆ 
          3.  ผู้นำ (E lite) โดยเฉพาะประเทศที่ปกครอง
แบบเผด็จการ  ผู้นำจะสร้างมติมหาชนให้เป็นไปตามที่
ตนต้องการ

        ความหมายของมติมหาชน  (Public  Opinion)
          "มติมหาชน"  หมายถึง  ความคิดเห็นของ
ประชาชน  ซึ่งเป็นการแสดงออกของทัศนคติของบุคคล
ด้วย
ภาษา  และคำพูด

        องค์ประกอบของมติมหาชน
          1.  มีตัวประเด็นหรือปัญหา (Issue) เกิดขึ้นก่อน
          2.  ประชาชนผู้เกี่ยวข้องกับประเด็น
          3.  มติ หรือความคิดเห็น (Opinion)
          4.  การแสดงออกความเห็น  (The Expression 
of Opinion)
          5.  เวลา (Timing)

        การวัดมติมหาชน
          การวัดมติมหาชน  เป็นการสำรวจความคิดเห็น
ของประชาชน จากตัวแทนที่คัดเลือกมาจากกลุ่มที่
ต้องการความคิดเห็น  ซึ่งเรียกว่า "การหยั่งเสียงมติ
มหาชน" (Public  Opinion Poll)

          รูปแบบของโพลล์เบ็ดเสร็จ  ประกอบด้วยโพลล์
ย่อย ๆ ดังนี้  
             1.  เทคนิคการใช้กลุ่ม ๆ เดียว
             2.  เทคนิคการใช้กลุ่มเทียบ
             3.  เทคนิคกลุ่มหมุนเวียน

          ขั้นตอนของการวัดมติมหาชน
             1.  การกำหนดปัญหาที่จะศึกษา
             2.  การออกแบบคำถาม
             3.  การกำหนดวิธีการเก็บตัวอย่าง
             4.  การเก็บตัวอย่างและรวบรวมข้อมูล
             5.  การวิเคราะห์ข้อมูล / แปรความ
             6.  การเสนอผลการวิเคราะห์

        ตอนที่สอง พฤติกรรมการเลือกตั้ง และปัจจัยบที่
เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเลือกตั้ง

        พฤติกรรมการเลือกตั้ง  นักรัฐศาสตร์ใช้คำ
ว่า "พฤติกรรมทางการเมือง" (Political  Behavior) 
ซึ่งมีการศึกษามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 โดย Stuart A. 
Rice  ต่อมา Paul Lazarsfeld ก็ได้ศึกษา
พฤติกรรมการเลือกตั้ง  และต่อมาก็มีนักวิชาการหลาย
ท่านได้ศึกษาอีก จนสรุปเป็นแนวคิดที่เรียกว่า
"Funnel of Causality"  คือ การอธิบายพฤติกรรมการ
เลือกตั้งด้วยรูปกรวย  และต่อมาพัฒนามา
เป็น "Michigan Model"  ซึ่งพบว่าการตัดสินใจลง
คะแนนเลือกตั้งจะสัมพันธ์กับทัศนคติทางการเมือง
ของผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง มี 3 ปัจจัย คือ  1) ผู้สมัคร     
2) นโยบาย    3) ความเชื่อมโยงระหว่าง
พรรคและกลุ่มสังคม

        ตอนที่สาม  บทวิเคราะห์พฤติกรรมการลงคะแนน
เสียงเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขต
กรุงเทพมหานคร กับโพลล์และการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

        ปัจจัยที่มีอิทธิพลให้เกิดการตัดสินใจลงคะแนน 
คือ  ปัจจัยที่มีอิทธิพลในระยะสั้น
(Shot Term) และปัจจัยที่มีอิทธิพลในระยะยาว (Long 
Term)

        ปัจจัยระยะสั้น  มีดังนี้คือ  เศรษฐกิจ, สื่อสารมวล
ชน, นักการเมือง, เงิน,
การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง, มติมหาชน

        สิ่งสำคัญของการกำหนดทิศทงการรณรงค์หาเสียง
เลือกตั้งในการปกครอง
แบบประชาธิปไตยยุคปัจจุบัน  คือ  มติมหาชน  
(Opinion  Poll)
ชื่อเอกสาร :พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งฯ:ppa25.pdf
Website :สำนักวิทยบริการ
แหล่งที่มา :ผศ.สมพิศ    สุขแสน
สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์  


กลับไปหน้าจอสืบค้น