ผลการศึกษาคำพื้นฐานที่ใช้ในการเรียนการสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา*

ผู้ทำการวิจัย

นางสุชาดา วัยวุฒิ 
ตำแหน่ง หัวหน้ากลุ่มภาษา
สถานที่ทำงาน ศูนย์พัฒนาหลักสูตร กรมวิชาการ  ถนนสุขุมวิท พระโขนง กรุงเทพมหานคร 10110 

ผู้ร่วมงาน

นายบันลือ พฤกษะวัน

ดร.ดำรง ศิริเจริญ 

ดร.กาญจนา เงารังษี

ดร.วัลลภ กันทรัพย์ 

ดร.ศิริรัตน์ นีลคุปต์

นายบรรเทา กิติศักดิ์ 

ดร.ณัฏฐพงษ์ เจริญพิทย

์ นักวิชาการศึกษากลุ่มภาษาอีก 5 คน 

ทำการวิจัยเมื่อ

มกราคม 2529 - ตุลาคม 2531 เป็นงานวิจัยของศูนย์พัฒนาหลักสูตร กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ

ความเป็นมาของการวิจัย

ภาษาไทยมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของคนไทยใน ฐานะเป็นวัฒนธรรมประจำชาติและยังเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่เป็นเครื่องมือสำคัญใน การสร้างเสริมเอกภาพของชาติทำให้เกิดความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตลอดจน เป็นเครื่องมือที่ใช้พัฒนาคนในชาติ เพราะการศึกษาเล่าเรียน การแลกเปลี่ยนความคิด เห็น และการถ่ายทอดความคิดศิลปวิทยาการ ล้วนต้องใช้ภาษาไทยทั้งสิ้น ดังนั้น ภารกิจของการศึกษาประการหนึ่งคือ การสอนภาษาไทยให้คนต่างชาติสามารถ ติดต่อสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้สามารถใช้ภาษาไทยเพื่อการพัฒนา ความรู้ความสามารถของตนเอง และสามารถสืบทอดมรดกทางภาษา ซึ่งเป็น วัฒนธรรมของชาติมีความชื่นชมที่จะใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง และมีเจตคติที่ดีต่อ ภาษาไทย

แผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2520 (2520 : 3) ได้กำหนดนโยบายการสอน ภาษาไทยไว้ในข้อ 13 ความตอนหนึ่งว่า “รัฐพึงจัดการศึกษาให้ประชาชนชาวไทยทุก คน สามารถใช้ภาษาไทยได้ดีในการติดต่อทำความเข้าใจกัน” ซึ่งเห็นได้ว่า รัฐได้ กำหนดเป็นนโยบายการจัดการศึกษาที่จะทำให้คนไทยใช้ภาษาไทยได้ดีเพื่อการ ติดต่อสื่อสารทำความเข้าใจ เพราะภาษาไทยเป็นกิจกรรมที่สำคัญในการดำรงชีวิต ทำให้ชาติบ้านเมืองมีความมั่นคง การจัดการประถมศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาเพื่อปวง ชน และเป็นการศึกษาภาคบังคับจำเป็นต้องสอนภาษาไทยให้นักเรียนสามารถติดต่อ สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการพัฒนาภาษานั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งคือ การพัฒนาคำศัพท์ (Harris ; 236) Bush และ Huebner (1970 : 63) จำนวนคำศัพท์ออกเป็น 4 ประเภท คือ

1. คำศัพท์ที่ได้ยิน (hearing vocabulary) คือ คำที่เด็กเข้าใจเมื่อได้ฟังคำศัพท์กลุ่มนี้จะ ต้องพัฒนาเป็นอันดับแรก และเป็นศัพท์กลุ่มใหญ่ที่สุด

2. คำศัพท์พูด (speaking vocabulary) คือ คำศัพท์ที่เด็กใช้พูดอย่างมีความหมายเป็น กลุ่มคำศัพท์ที่จะต้องพัฒนาเป็นอันดับที่สอง และสามารถพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วที่ สุดตั้งแต่เด็กอายุ 1 ปี ถึง 8 ปี ในสภาพแวดล้อมปกติและมีการกระตุ้น

3. คำศัพท์อ่าน (reading vocabulary) คือ คำศัพท์จำนวนหนึ่งที่เด็กจำได้เมื่ออยู่ในรูป แบบของสิ่งพิมพ์ ตามปกติเมื่อนักเรียนจบการศึกษาระดับประถมศึกษา คำศัพท์อ่าน และคำศัพท์ที่ได้ยินเกือบเท่ากัน ส่วนคำศัพท์พูดจะน้อยกว่า

4. คำศัพท์เขียน (writing vocabulary) คือ คำที่เด็กใช้ในกิจกรรมการเขียนจดหมาย และรายงาน คำศัพท์กลุ่มนี้มีจำนวนน้อยที่สุด ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียน ส่วนมากเด็กจะมีคำศัพท์ในการฟัง และการพูดมากกว่าคำศัพท์ในการอ่าน และการ เขียน ทั้งนี้เพราะทักษะในการอ่านและเขียนเป็นทักษะที่ยาก หลักการเรียนภาษาของ เด็กนั้นต้องเป็นไปตามขั้นตอนพัฒนาการเรียนภาษาโดยเริ่มจากฟัง พูด อ่านและ เขียนตามลำดับ

การอ่านเป็นทักษะที่สำคัญทักษะหนึ่งในการเรียนภาษา และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด กับทักษะการฟัง การพูด และการเขียน ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ (2515 : 147) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของการอ่านว่า “การอ่านเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ ถ้าเด็กมีทักษะการ อ่านดีแล้ว การเรียนวิชาอื่นย่อมเกิดผลดีอย่างรวดเร็ว” ส่วน Strang (1940 : 11) กล่าว ถึงการเรียนในโรงเรียนว่า “กิจกรรมทุกอย่างของนักเรียน ประมาณร้อยละ 80-90 ต้องอาศัยการอ่านเป็นสำคัญ” ฉะนั้นการอ่านจึงเป็นทักษะที่สำคัญและเป็นเครื่องมือ ของการเรียนวิชาต่าง ๆ

การสอนอ่านแก่เด็กนั้น ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ (2515 : 110) กล่าวว่า การสอนให้เด็กรู้จัก แต่รูปคำและเสียงของคำยังไม่พอ ครูจะต้องให้นักเรียนรู้จักความหมายของคำเหล่า นั้นด้วย Langer (1956 : 110) กล่าวว่า เด็กจะเข้าใจความหมายของคำได้ดีต้องอาศัย ประสบการณ์เดิม เพื่อช่วยในการเข้าใจความหมาย Mackay (1970 : 91) กล่าวว่า การ สอนอ่านควรเริ่มจากภาษาพูดของเด็กเอง

คำที่ใช้ในหนังสือเรียนจะเป็นวัสดุหลักในการเรียนอ่าน จึงควรเป็นคำที่มาจากคำพูด ของนักเรียน ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนอ่านได้ดีและเข้าใจความหมายได้ และคำที่ นักเรียนใช้บ่อย ๆ นี้ เรียกว่า คำพื้นฐาน (Basic Word) คำพื้นฐานนี้จะทำให้นักเรียน อ่านหนังสือได้เร็วขึ้น ในแต่ละระดับชั้นก็จะมีคำพื้นฐานต่างกัน อาจเป็นคำคุ้นตา (Sight Words) ซึ่งเรียนโดยจำทั้งคำ หรืออาจจะเป็นคำที่ต้องอาศัยการแจกลูกหรือ ประสบอักษรก็ได้ ซึ่งในการสร้างหนังสือเรียนภาษาไทยระดับประถมศึกษาได้นำคำ พื้นฐานจากผลการวิจัยหลายชิ้น แต่คำเหล่านี้ยังไม่ได้ศึกษาความยากง่ายว่า คำใด เหมาะกับสิ่งใด ด้วยเหตุนี้ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบ ต่อการพัฒนาหลักสูตรภาษาไทย ระดับประถมศึกษา จึงศึกษาวิจัยคำพื้นฐานที่จัด ลำดับความยากง่ายในระดับชั้นต่าง ๆ เพื่อนำผลไปพัฒนาหลักสูตรและหนังสือเรียนภาษาไทยระดับประถมศึกษา ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นต่อไป

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1. เพื่อศึกษาคำพื้นฐานจากคำพูดของเด็กวัย 5, 6, 7 และ 8 ปี หรือนักเรียนในระดับชั้น เด็กเล็ก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1, 2 และ 3

2. เพื่อวิเคราะห์คำพื้นฐานในการจัดลำดับชั้นการเรียนรู้ การอ่าน และการเขียน โดย จัดทำเป็นบัญชีคำสำหรับนักเรียนชั้นเด็กเล็ก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1, 2 และ 3

3. เพื่อรวบรวมภาษาถิ่นที่นักเรียนพูดในบางท้องถิ่น อันจะเป็นแนวทางในการศึกษา ภาษาถิ่นต่อไป

วิธีดำเนินการวิจัย

กลุ่มตัวอย่าง

ในการวิจัยครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างประชากร คือ นักเรียนประถมศึกษา จำนวน 2,808 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการรวบรวมคำพูด และกลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการทดสอบความสามารถในการอ่านและเขียน โดยการสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการแบบสุ่มหลายระยะ (Multi-stage Sampling) กล่าวคือ สุ่มจังหวัดจำนวน 36 จังหวัด สุ่มอำเภอในจังหวัดที่สุ่มจังหวัดละ 1 อำเภอ และสุ่มโรงเรียนในอำเภอ ๆ ละ 3 โรงเรียน โรงเรียนละ 1 ห้องเรียน ในกรุงเทพมหานคร สุ่มเขต 3 เขต เขตละ 3 โรงเรียน รวมจำนวนทั้งสิ้น 117 โรงเรียน ส่วนการทดสอบการอ่านและเขียนนั้น กลุ่ม ตัวอย่างจังหวัดและอำเภอใช้วิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และกลุ่มตัวอย่าง โรงเรียน ห้องเรียน และนักเรียนใช้วิธีสุ่มเช่นเดียวกับการเก็บรวบรวมคำพูด

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

แบบสัมภาษณ์ ซึ่งมีทั้งสถานการณ์ควบคุม และสถานการณ์อิสระ โดยการสัมภาษณ์ และบันทึกเสียงลงในแถบบันทึกเสียง และแบบทดสอบการอ่านและการเขียนคำ ใน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 โดยนำคำพูดของนักเรียนมาสร้างเป็นแบบทดสอบการอ่าน จำนวน 3 ฉบับ ชั้นละ 1 ฉบับ และแบบทดสอบการเขียน จำนวน 3 ฉบับ ชั้นละ 1 ฉบับ

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

ดำเนินการดังนี้

1. ประชุมบุคลากรที่รับผิดชอบในการรวบรวมคำพูดของนักเรียนกลุ่มอายุต่าง ๆ เพื่อ ชี้แจงทำความเข้าใจและวิธีปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ระหว่างวันที่ 22-24 กันยายน พ.ศ. 2529 รวม 3 วัน

2. เก็บข้อมูลในโรงเรียนกลุ่มตัวอย่าง 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ระหว่างเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 และครั้งที่ 2 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม พ.ศ. 2530 โดยการสัมภาษณ์ตามแบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้น และบันทึกเสียงของนักเรียนในแถบ บันทึกเสียง ระหว่างการเก็บข้อมูลนี้ คณะกรรมการดำเนินงานศึกษาคำพื้นฐาน และ ผู้รับผิดชอบประจำเขตได้นิเทศติดตามผลการเก็บข้อมูลด้วย

3. ทดสอบความสามารถในการอ่าน และเขียนของนักเรียน โดยนำแบบทดสอบที่ สร้างขึ้นไปทดสอบนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ระหว่างวัน ที่ 15 ธันวาคม 2530 - 15 มกราคม พ.ศ. 2531 และครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ - 15 มีนาคม พ.ศ. 2531

วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

วิเคราะห์โดยถอดคำพูดของนักเรียนจากแถบบันทึกเสียงเป็นลายลักษณ์อักษร แล้ว นำมาแจกแจงความถี่เป็นบัญชีคำตามภาคภูมิศาสตร์ และวิเคราะห์คำตามโครงสร้าง ของคำทางภาษาศาสตร์เป็นคำเดี่ยว คำประสม คำซ้อน คำซ้ำ และคำผสาน วิเคราะห์ คำตามหน้าที่ของคำ โดยใช้คำที่มีความถี่ตั้งแต่ 100 ขึ้นไปถึงคำที่มีความถี่สูงสุด เป็น คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำขยาย คำเชื่อม และคำลงท้าย และวิเคราะห์หาคำ ภาษาถิ่นในแต่ละภาคภูมิศาสตร์ ส่วนการวิเคราะห์คำที่ได้จากการทดสอบการอ่าน และการเขียน วิเคราะห์โดยหาค่าความยากของการอ่านและการเขียน และนำเสนอ เป็นบัญชี คำพื้นฐานของนักเรียนแต่ละชั้นโดยใช้ค่าความยากของการอ่านและการ เขียน และการวิเคราะห์คำตามโครงสร้างทางภาษาศาสตร์เป็นเกณฑ์กำหนดบัญชีคำ พื้นฐาน

สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ

สรุปผลการวิจัย

1. คำที่นักเรียนพูด จากการเก็บข้อมูลครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ชั้นเด็กเล็ก จำนวน 7,745 คำ และ 7,489 คำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 9,319 คำ และ 9,852 คำ ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 2 จำนวน 11,136 คำ และ 10,867 คำ และชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 12,268 คำ และ 11,914 คำ

2. คำพื้นฐานของนักเรียนชั้นเด็กเล็กมีจำนวนคำทั้งสิ้น 242 คำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 708 คำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1,098 คำ และชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนน 1,210 คำ

3. การวิเคราะห์คำตามโครงสร้างของคำตามหลักภาษาศาสตร์จากคำที่นักเรียนพูด นั้น ส่วนมากจะเป็นคำเดี่ยว รองลงมาเป็นคำประสม คำผสาน คำซ้อน และคำซ้ำตาม ลำดับ ส่วนคำตามหน้าที่ของคำ นักเรียนใช้คำนามมากที่สุด รองลงมาได้แก่ คำกริยา คำขยาย คำเชื่อม คำสรรพนามและคำลงท้าย ตามลำดับ

4. การทดสอบความสามารถการอ่านและการเขียนคำเพื่อจัดลำดับขั้นการเรียนรู้ ปรากฏผลการวิเคราะห์บัญชีคำพื้นฐานสำหรับนักเรียนแต่ละชั้น ดังนี้คือ

4.1 บัญชีคำพื้นฐานชั้นเด็กเล็ก มีจำนวนค่าทั้งสิ้น 242 คำ เช่น พ่อ แม่ ขนม บ้าน ฯลฯ

4.2 บัญชีคำพื้นฐานชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีจำนวนคำทั้งสิ้น 708 คำ เช่น กบ กระจก แมว เลือด ฯลฯ คำเหล่านี้มีลักษณะเป็นคำเดี่ยวง่ายทั้งหมด

4.3 บัญชีคำพื้นฐานชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีจำนวนคำทั้งสิ้น 1,089 คำ คำพื้นฐาน เหล่านี้ มีลักษณะเป็นคำเดี่ยวง่ายจำนวน 356 คำ เช่น ก่อ ขอน ค้าง เงา แซง ดึก ฯลฯ คำประสมง่ายจำนวน 415 คำ เช่น กระดานดำ ของใช้ ควบคุม เจ็บป่วย ฯลฯ คำเดี่ยว ยาก จำนวน 327 คำ เช่น เกษตร ข้าพเจ้า เคารพ จระเข้ ฯลฯ

4.4 บัญชีคำพื้นฐานชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,210 คำ คำพื้นฐานเหล่า นี้มีลักษณะเป็นคำเดี่ยวง่ายจำนวน 340 คำ เช่น เกี้ยว ข่วน คะแนน จ้อง ฯลฯ คำ ประสมง่ายจำนวน 288 คำ เช่น เกี่ยวข้อง ขั้นตอน คำถาม ฯลฯ คำเดี่ยวยาก จำนวน 168 คำ เช่น เกียรติ ขจัด เคล็ด จราจร ฉลาด ฯลฯ คำประสมยากจำนวน 414 คำ เช่น การศึกษา ขัดสมาธิ ครอบครัว จักรยาน เชื้อโรค ดวงอาทิตย์ ฯลฯ

5. บัญชีคำภาษาถิ่น

จากการศึกษาคำพูดของนักเรียนทั้ง 4 กลุ่มอายุ/ชั้น ทั่วประเทศปรากฏว่าได้จำนวน คำภาษาถิ่นแต่ละภาคดังนี้ ภาษาถิ่นภาคเหนือ จำนวน 290 คำ ภาษาถิ่นภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 205 คำ และภาษาถิ่นภาคใต้ จำนวน 382 คำ

ข้อเสนอแนะ

1. จากการศึกษาผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบหน้าที่ของคำจากบัญชีคำพูดของ นักเรียนชั้นต่าง ๆ พบว่า คำปรากฏใช้มากที่สุด คือ กลุ่มคำนามและคำกริยา ทำให้ เห็นได้ชัดว่าการผูกประโยคของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา โครงสร้างที่ใช้คำ นามและคำกริยาผูกประโยคเป็นหัวข้อที่น่าจะได้ศึกษาถึงประเภท และคุณลักษณะ ของกลุ่มคำดังกล่าวในรายละเอียด นอกจากนี้หากจะมีการนำผลของการวิจัยครั้งนี้ ไปประยุกต์ใช้ แนวความคิดที่อาจจะเกิดขึ้นก็คือ หนังสือเรียนที่ใช้ในการเรียนการ สอนน่าจะเริ่มต้นจากโครงสร้างประโยคที่เป็นกลุ่มคำนามและกริยาเรียงลำดับเป็น ความสำคัญอันดับแรก

2. จากการศึกษาผลการวิเคราะห์โครงสร้างของคำตามลักษณะจากบัญชีคำของ นักเรียนกลุ่มอายุต่าง ๆ พบว่า คำที่ปรากฏใช้มากที่สุด และอยู่ในระดับความถี่สูง ได้แก่ คำประเภทคำเดี่ยว รองลงมาคือคำประสม และคำผสาน ส่วนคำที่มีโครงสร้าง เป็นคำซ้อนและคำซ้ำนั้นมีที่ใช้น้อย ดังนั้น จึงอาจจะเป็นข้อเสนอแนะในที่นี้ได้ว่า ใน การนำผลการศึกษาครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้ น่าจะได้พิจารณาถึงความสอดคล้องกับผล การศึกษาที่ว่าคำที่มีโครงสร้างเป็นคำเดี่ยว คำประสม และคำผสานน่าจะนำไปใช้ ก่อนเป็นลำดับแรกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้างหนังสือเรียนสำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษา น่าจะได้เริ่มจากคำที่มีลักษณะดังกล่าวรวมทั้งพิจารณาคำที่มีความถี่สูง ก่อนเป็นต้น

3. คำที่เป็นคำร่วมในบัญชีคำของแต่ละกลุ่มอายุน่าจะได้นำไปใช้ประโยชน์ก่อนคำ ต่าง ๆ สำหรับการเก็บข้อมูลแต่ละครั้ง โดยอาจจะใช้เกณฑ์ตัดสินใจจากการพิจารณา ถึงความถี่เป็นสำคัญด้วยก็ได้

4. ทำบัญชีคำพื้นฐานที่ใช้ในชั้นเด็กเล็ก หรือบัญชีคำคุ้นตา ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 241 คำ นั้น เป็นคำที่เด็กเล็กใช้พูดในชีวิตประจำวันที่มีความถี่สูง การนำคำคุ้นตาไปสอน อ่าน ควรคัดเลือกคำที่ใช้บ่อยในท้องถิ่น และในสถานการณ์ต่าง ๆ การกำหนดคำ คุ้นตา ไม่ควรมากเกินไป ควรอยู่ระหว่าง 100 - 150 คำ สำหรับการสอนอ่านคำคุ้นตา นี้ไม่จำเป็นต้องให้นักเรียนอ่านแบบแจกลูกและสะกดคำหรือผัน ให้อ่านเป็นคำ และ เข้าใจความหมายของคำนั้น ๆ

5. บัญชีคำพื้นฐานชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ซึ่งมีจำนวนคำทั้งสิ้น 3,016 คำนั้น เป็นคำ ที่ทดสอบความยากง่ายในการอ่านและการเขียนแล้ว โดยตัดจากจำนวนคำจากบัญชี คำแต่ละชั้นซึ่งนักเรียนใช้พูดในชีวิตประจำวันที่มีความถี่สูง ดังนั้นคำเหล่านี้จึงเป็น คำที่ควรเรียนในชั้นต่าง ๆ ตามที่กำหนด แต่การพิจารณานำคำไปใช้ในแต่ละชั้น ควร พิจารณาคัดเลือกอีกครั้งหนึ่ง โดยการพิจารณาคำที่จำเป็นต้องใช้ในท้องถิ่นนั้น ๆ และตามสถานการณ์ต่าง ๆ ควรพิจารณากำหนดจำนวนคำให้เหมาะสม

6. คำที่กำหนดใช้ในบัญชีคำพื้นฐานแต่ละชั้นไม่ควรถือเป็นหลักตายตัวมากนัก ควร ปรับปรุงได้ตามความเหมาะสม คำในบัญชีคำชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อาจปรับมาใช้ใน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ได้ ทั้งนี้ควรพิจารณาจากค่าความยากของการอ่านและเขียนที่ เสนอไว้ เพื่อให้การใช้คำเหมาะสมกับวัยและตามลำดับขั้นการเรียนรู้ของนักเรียน สำหรับคำบางคำที่ยากมากและมีความจำเป็นต้องใช้ในระดับชั้นนั้น ๆ ก็อาจนำไปใช้ ได้ แต่ควรจะได้ชี้แจงให้ผู้สอนทราบว่าเป็นคำที่ยากสำหรับชั้นนั้น ๆ พร้อมทั้งเสนอ แนะวิธีสอนไว้ให้เป็นพิเศษด้วย

7. การพัฒนาด้านเนื้อหาของหลักสูตร การสร้างหนังสือเรียน แบบฝึกหัด หนังสือ เสริมประสบการณ์และอุปกรณ์การสอนต่าง ๆ ในกลุ่มทักษะภาษาไทย นักพัฒนา หลักสูตรและนักพัฒนาสื่อการเรียนการสอนควรพิจารณานำคำจากบัญชีคำเหล่านี้ ไปใช้เพื่อให้หลักสูตรและสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ มีความเหมาะสมกับนักเรียน จะช่วยให้การเรียนการสอนภาษาไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น

8. เนื่องจากหนังสือเรียนภาษาไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มิได้สร้างขึ้นจากพื้นฐานของคำ จากรายงานการศึกษาฉบับนี้ คำบางคำที่ปรากฏในหนังสือเรียนภาษาไทยอาจยาก เกินไปสำหรับนักเรียนแต่ละชั้นและการเปลี่ยนหนังสือให้สอดคล้องกับผลการ ศึกษาคงทำให้ได้ไม่ง่ายนัก ดังนั้นคำใดที่ปรากฏในหนังสือเรียนและเป็นคำยากของ การศึกษาฉบับนี้ ครูผู้สอน ควรเน้นการอ่านและการเขียนคำนั้นให้มากขึ้น เพื่อช่วย ให้นักเรียนสามารถอ่านและเขียนคำได้ดีขึ้น

9. เขตการศึกษาแต่ละเขตหรือจังหวัดต่าง ๆ ควรนำคำจากบัญชีคำพื้นฐานในระดับ ชั้นต่าง ๆ ไปทดสอบหาค่าความยากของการอ่านและเขียนเพื่อจัดทำบัญชีคำอ่าน และคำเขียน ในเขตการศึกษาหรือจังหวัดของตน และนำไปใช้ในการปรับปรุงการ เรียนการสอนภาษาไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

10. การนำคำจากบัญชีคำพื้นฐานเหล่านี้ไปใช้ในการสร้างสื่อการเรียนการสอนใน กลุ่มประสบการณ์ต่าง ๆ นอกจากจะใช้คำจากบัญชีคำพื้นฐานแล้ว ควรพิจารณานำ คำที่ใช้เฉพาะในกลุ่มประสบการณ์นั้น ๆ มาใช้ประกอบด้วย

11. ควรมีการศึกษาคำจากหนังสือเรียน หนังสืออ่านประกอบ คำที่ใช้ในวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับคำที่นักเรียนใช้พูด และควรนำ คำที่ศึกษาเหล่านั้นมาจัดเป็นประมวลคำศัพท์วิชาการในสาขาวิชาการต่าง ๆ เพื่อนำ ไปใช้ในการสร้างสื่อการเรียนการสอนในกลุ่มประสบการณ์ต่าง ๆ และเพื่อนำไป พัฒนาการอ่าน และการเขียนของนักเรียน

12. ควรมีการศึกษาประโยคที่นักเรียนใช้พูด เพื่อนำมาใช้ในการสร้างหนังสือเรียน หนังสือเสริมประสบการณ์และสื่อการเรียนการสอนประเภทอื่น ๆ

13. ในการศึกษาครั้งต่อไปน่าจะได้มีการสร้างแบบทดสอบสำหรับการอ่านและการ เขียนคำที่ใช้คำผูกประโยคหรือข้อความ เพื่อขจัดปัญหาในด้านความหมายและความ พ้องเสียงของคำ

14. การศึกษาคำพื้นฐานสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา น่าจะได้มีการศึกษาเป็น ระยะ ๆ เช่น ในรอบ 5 ปี 10 ปี หรือ 15 ปี โดยการเก็บคำจากคำพูดของนักเรียน เพราะ ภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญของสังคม คำต่าง ๆ ที่ใช้ในการเรียน การสอน จึงควรปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพความเจริญของสังคมด้วย