บทบาทและคุณลักษณะของครูพลศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตการศึกษา 8

ผู้ทำการวิจัย  นายทองใบ สายพรหมา และคณะ 
สถานที่ทำงาน วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ 68 ถนนสนามกีฬา อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ 

ทำการวิจัยเมื่อ

มีนาคม 2527 - มกราคม 2528 เป็นผลงานวิจัยของวิทยาลัย พลศึกษาจังหวัดเชียงใหม่

ความเป็นมา

การจัดกิจกรรมและดำเนินการสอนพลศึกษาในโรงเรียน เป็นหน้าที่ของครูพลศึกษา โดยตรง การพลศึกษาของโรงเรียนจะลุล่วงไปด้วยดีนั้น ครูพลศึกษาจะต้องเป็นผู้อุทิศ ทั้งกำลังกาย กำลังใจเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างแท้จริง รวมทั้งต้อง ปฏิบัติงานเป็นแบบฉบับที่ดีแก่เด็กในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้เด็กได้เห็นตัวอย่างอันดีงาม ดังนั้นจึงควรคัดเลือกบุคคลให้ได้คนดีและมีคุณลักษณะเหมาะสมกับงานโดยใช้เกณฑ์ วิธีการ และเครื่องมือที่ดีในการเลือกสรรบุคคลให้เหมาะสมกับตำแหน่ง ซึ่งควรให้ผู้ที่ เกี่ยวข้อง เช่น ผู้บริหาร หัวหน้าหมวดพลานามัย และครูเพื่อร่วมงาน ได้มีส่วนในการ พิจารณาด้วย ด้วยเหตุดังกล่าว วิทยาลัยพลศึกษา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดย ตรงในการผลิตครูพลศึกษา จึงใคร่ที่จะสำรวจบทบาท และคุณลักษณะของครู พลศึกษา ตามที่คาดหวังว่าน่าจะเป็น เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงการผลิตครู พลศึกษาให้มีคุณภาพตรงตามที่สังคมต้องการ

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1. เพื่อศึกษาบทบาทและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของครูพลศึกษา ในเขตการศึกษา 8

2. เพื่อศึกษาลำดับความสำคัญของบทบาทและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตามทัศนะ ของผู้บริหารหมวดพลานามัย และครูทั่วไป

3. เพื่อเปรียบเทียบทัศนะของครูที่มีบทบาทและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตาม เพศ และอายุ

วิธีดำเนินการ

กลุ่มตัวอย่าง

ได้จากการสุ่มแบบแยกกลุ่ม (STRATIFIED SAMPLING) ร้อยละ 40 ของโรงเรียน ทั้งหมด ที่สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 8 โดยแยกเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ 13 โรง ขนาดกลาง 20 โรง และขนาดเล็ก 24 โรง รวม 57 โรง

จากนั้นเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย (SIMPLE RANDOM SAMPLING) จากโรงเรียนที่ได้รับการสุ่มมาแล้วคิดเป็นร้อยละ 100 ของหัวหน้าหมวดพลานามัย และร้อยละ 40 ของผู้บริหาร และครูทั่วไป รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่าง 1,301 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับบทบาทและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของครูพลศึกษาใน โรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วยคุณลักษณะ 7 ด้าน คือ

ก. ด้านการสอน

ข. ด้านสัมพันธภาพนักเรียน

ค. ด้านบุคลิกลักษณะท่าทาง

ง. ด้านความประพฤติ คุณธรรมและศีลธรรม

จ. ด้านมนุษยสัมพันธ์

ฉ. ด้านการปฏิบัติงานทั่วไป

ช. ด้านความเป็นประชาธิปไตย

ทดลองใชักับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 60 คน แล้วนำมาแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ เช่น การใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย ตรวจสอบความตรงในเนื้อหา

แบบสอบถามเป็นแบบสำรวจ โดยเอาบทบาททั้ง 7 ด้านมาสัมพันธ์กันเป็นคู่ ๆ แบบ PERMUTATION โดยคุณลักษณะของแต่ละบทบาทจะไปร่วมอยู่ในแบบสอบถาม 2 ครั้ง แต่ละข้อของแบบสอบถาม ประกอบด้วยคุณลักษณะ 2 ลักษณะ เมื่อปรับปรุง แล้วได้คำตอบ 84 ข้อ

วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

วิเคราะห์ค่าสถิติและทำการทดสอบทางสถิติโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS ด้วยวิธี การทางสถิติ ดังนี้

1. หาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน

2. วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่ม โดยวิเคราะห์ความแปรปรวน

3. หาความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม โดยใช้ T-TEST

สรุปผลการวิจัย

1. กลุ่มตัวอย่างทุกกลุ่มมีทัศนะต่อบทบาทและคุณลักษณะของครูพลศึกษา ด้านการ สอนสูงสุด โดยผู้บริหารได้มีทัศนะต่อบทบาทและคุณลักษณะด้านการสอนแตกต่าง กันมากที่สุด ส่วนบทบาทและคุณลักษณะที่ผู้บริหารมีทัศนะใกล้เคียงกันมากที่สุดคือ ด้านความเป็นประชาธิปไตยและด้านการปฏิบัติงานทั่วไป หัวหน้าหมวดพลานามัยมี ทัศนะต่อบทบาทและคุณลักษณะของครูพลศึกษา ด้านสัมพันธ์ภาพกับนักเรียนแตก ต่างกันมากที่สุด ส่วนบทบาทและคุณลักษณะที่หัวหน้าหมวดพลานามัยมีทัศนะใกล้ เคียงกันมากที่สุดคือ ด้านการปฏิบัติงานทั่วไป สำหรับครูทั่วไปมีทัศนะต่อบทบาท และคุณลักษณะด้านการสอนแตกต่างกันมากที่สุด ส่วนบทบาทและคุณลักษณะที่ครู ทั่วไปมีทัศนะใกล้เคียงกันคือ ด้านความเป็นประชาธิปไตย

2. ผู้บริหารโรงเรียนได้ให้ความสำคัญต่อบทบาทและคุณลักษณะของครูพลศึกษาตาม ลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อย และคิดน้ำหนักเป็นอัตราส่วนดังนี้ การสอน : งานทั่วไป สัมพันธ์ภาพกับนักเรียน : ศีลธรรม : ประชาธิปไตย : มนุษยสัมพันธ์ : บุคลิก เท่ากับ 6 : 4 : 4 : 4 : 4 3 : 3

หัวหน้าหมวดพลานามัยได้ให้ความสำคัญต่อบทบาทและคุณลักษณะตามลำดับความ สำคัญ ดังนี้ การสอน : สัมพันธ์ภาพกับนักเรียน : งานทั่วไป : ประชาธิปไตย : ศีลธรรม : มนุษยสัมพันธ์ : บุคลิก เท่ากับ 6 : 5 : 4 : 4 : 4 : 3 : 3 ส่วนครูทั่วไป ได้ให้ความสำคัญต่อบทบาทและคุณลักษณะของครูพลศึกษาตามลำดับความสำคัญ จากมากไปหาน้อยดังนี้ การสอน :สัมพันธ์ภาพกับนักเรียน : งานทั่วไป : ศีลธรรม : ประชาธิปไตย : มนุษยสัมพันธ์ : บุคลิก เท่ากับ 6 : 5 : 4 : 4 : 4 : 3 : 3

3. เปรียบเทียบทัศนะของผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้าหมวดพลานามัย และครูทั่วไป จำแนกตามเพศ พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่เป็นเพศหญิง ได้ให้ความสำคัญต่อบทบาทและ คุณลักษณะด้านสัมพันธภาพกับนักเรียนสูงกว่ากลุ่มตัวอย่างที่เป็นเพศชาย อย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านความเป็นประชาธิปไตย เพศชายได้ให้ความ สำคัญสูงกว่าเพศหญิง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับบทบาทและ คุณลักษณะด้านอื่น ๆ นั้นทั้ง 2 กลุ่มต่างมีทัศนะหรือให้ความสำคัญไม่แตกต่างกัน

การเปรียบเทียบทัศนะของผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้าหมวดพลานามัยและครู ทั่วไป จำแนกตามอายุ พบว่า ทั้งกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุมากและอายุน้อย ต่างก็มีทัศนะต่อ บทบาทและคุณลักษณะของครูพลศึกษาทุก ๆ ด้านไม่แตกต่างกัน