ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศสและความชอบเรียนภาษาฝรั่งเศส
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในโรงเรียนรัฐบาล เขตการศึกษา 1

ผู้ทำการวิจัย  นางเบ็ญจา คลังโชติ 
ตำแหน่ง หัวหน้าภาควิชาภาษาต่างประเทศ
สถานที่ทำงาน โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 

ทำการวิจัยเมื่อ

กุมภาพันธ์ 2525 - สิงหาคม 2525 เป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เพื่อเสนอต่อบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ความเป็นมา

ในอดีตการเรียนภาษาต่างประเทศ มีจุดประสงค์ที่สำคัญเพียงเพื่อเสริมสร้างความรู้ ทางภาษาและประดับสติปัญญา ช่วยให้ผู้เรียนมีทัศนะและความเข้าใจกว้างขวางไม่ คับแคบอยู่เฉพาะในแนวความคิดของตน เนื่องมาจากการได้รับความคิดต่างๆ จาก วรรณคดี รู้จักความนึกคิดของคนต่างชาติต่างภาษา โดยใช้ภาษาเป็นสื่อ ทำให้แลเห็น โลกได้กว้างขวางขึ้น ฉะนั้น การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งภาษา จึงเป็น ค่านิยมในหมู่ชนชั้นสูงที่มีเกียรติในวงสังคมว่าเป็นผู้ที่เจริญด้วยปัญญา มีความรู้สูง เป็นกลุ่มที่คัดเลือกแล้ว (ELITE GROUP) แต่ในปัจจุบันนี้เป้าหมายส่วนใหญ่ในการ เรียนภาษาต่างประเทศมิใช่เพื่อการเรียนวรรณคดี หรือเพื่อคนเพียงกลุ่มเดียวดังเช่นแต่ ก่อน แต่เปลี่ยนมาเป็นเพื่อประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น และเป็นสิ่งที่ให้แก่คนเป็นจำนวน มากขึ้น เช่น ในการติดต่อสื่อสาร (COMMUNICATION) กับผู้ที่ต่างภาษาและ วัฒนธรรมกันได้ ในการที่จะให้ความรู้ทางวัฒนธรรมแก่เด็กนั้น พระยาอนุมานราช ธนให้ข้อคิดว่า “วัฒนธรรมนั้นจะเจริญงอกงามได้ก็ด้วยการศึกษาอบรมเท่านั้น ไม่ใช่ การบังคับและต้องมีการรับและให้แลกเปลี่ยนกัน” ซึ่งแสดงว่าการศึกษาจะเป็นวิธีการ วิธีหนึ่ง ที่จะให้ความรู้ทางวัฒนธรรมแก่เด็ก ดังนั้นการให้การศึกษาผู้สอนควรจะ เปรียบเทียบให้ผู้เรียนเห็นถึงความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาที่เรียน กับวัฒนธรรมของตนเอง สิ่งใดที่ดีงามก็อาจจะรับเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมของ ตน ซึ่งถ้าสังคมส่วนรวมยอมรับ ก็จะเกิดความงอกงามทางด้านวัฒนธรรมสืบไป

วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์เป็นคนอย่างแท้จริง และยิ่งมีวัฒนธรรมมากเท่าใดก็ ยิ่งแสดงถึงความเจริญมากเท่านั้น ชาติใดที่มีวัฒนธรรมสูง ชาตินั้นก็จะเจริญยืนนาน ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากประวัติศาสตร์ว่า ชาติที่แม้จะเก่งกาจในเชิงการรบ แต่ถ้าไม่มี วัฒนธรรมก็ไม่สามารถดำรงชาติอยู่ได้นาน จะสิ้นชาติไปในที่สุด ดังที่ พูนพิศมัน ดิศกุล (.14 หน้า 36) ได้กล่าวว่า การเลิกวัฒนธรรมของตนเองจะเป็นด้วยอุบายอย่างไร ก็ตาม จะเป็นการเลิกล้มละลายชาติอย่างแน่นอน เพราะวัฒนธรรมเป็นเครื่องแสดงถึง คุณลักษณะของชาติ หากวัฒนธรรมของชาติใดถูกแทรกซึม เปลี่ยนแปลงให้เหมือน กับวัฒนธรรมของชาติอื่น ก็อาจกล่าวได้ว่าชาตินั้นถูกกลืนโดยวัฒนธรรม ในที่สุดก็จะ ไม่มีอะไรเหลือแสดงถึงความเป็นชาตินั้นเลย

ดังนั้น วัฒนธรรมจึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์และศักดิ์ศรีของชาติ ก่อให้เกิดความ สามัคคีระหว่างชนในชาติ และมีส่วนช่วยในการพัฒนาจิตใจ เศรษฐกิจและสังคมอัน จะเป็นผลให้เกิดการพัฒนาและความมั่นคง ทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคม และการเมือง ของประเทศชาติ ในปัจจุบันนี้ความเจริญทางคมนาคมในส่วนต่างๆ ของโลกติดต่อกัน ได้สะดวกรวดเร็ว ถ้าชาติใดไม่รู้จักปรับปรุงและแก้ไขเอาใจใส่วัฒนธรรมเดิมของชาติ ตนให้ทันท่วงที เพื่อประสานเข้ากันได้เหมาะสมกับสมัยและสภาพของเหตุการณ์แล้ว ก็จะถูกวัฒนธรรมอื่นที่มีแรงอำนาจมากกว่าเข้ามาแทนที่ ไม่มีลักษณะของชาติตนอีก ต่อไป

นอกจากวัฒนธรรมจะมีความสำคัญด้วยตัวของมันเองแล้ว วัฒนธรรมก็ยังมีส่วน สัมพันธ์กับภาษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการถ่ายทอดวัฒนธรรม ของสังคมนั้นๆ ดังนั้นในการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ให้ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมของชนชาตินั้นๆ แก่ผู้เรียน เพื่อผู้เรียนจะได้เข้าถึงแนว ความคิด ความรู้สึกของเจ้าของภาษา อันจะนำไปสู่ความเข้าใจ ความรู้สึกอันดีต่อกัน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสังคมส่วนรวม ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ความสำคัญของปัญหา

วิชาภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศที่ 2 ในระดับชั้นมัธยมศึกษา ได้มีการเน้น ความสำคัญของวัฒนธรรมฝรั่งเศส โดยระบุไว้ในหลักสูตรมีต่างๆ ดังนี้

หลักสูตร พ.ศ.2503 เพื่อให้นักเรียนเข้าใจวัฒนธรรมของชนชาติที่เป็นเจ้าของภาษา ตามสมควร

หลักสูตร พ.ศ.2518 เพื่อให้เข้าใจวัฒนธรรมของชนชาติ เจ้าของภาษาตามสมควรแก่ ระดับอายุ

หลักสูตร พ.ศ.2524 เพื่อให้เข้าใจและเห็นความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมฝรั่งเศส และวัฒนธรรมไทย

แม้ว่าในหลักสูตรจะได้กำหนดจุดมุ่งหมายดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่การสอนภาษา ฝรั่งเศส เพื่อตอบสนองจุดมุ่งหมายข้อนี้ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เพราะครูผู้สอนไม่ได้ ให้ความสำคัญกับการสอนวัฒนธรรมของภาษาต่างประเทศที่เรียน จึงทำให้ผู้เรียนไม่ สามารถเข้าใจภาษาต่างประเทศนั้นได้อย่างถ่องแท้ เพราะภาษามีความสัมพันธ์กับ วัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง และตัววัฒนธรรมเองก็มีความสำคัญดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงควรที่ผู้สอนจะต้องหันมาให้ความสนใจอย่างแท้จริงกับการสอนวัฒนธรรมควบคู่ ไปกับการสอนภาษาฝรั่งเศส

LADO (35 หน้า 110) ได้กล่าวถึงภาษาและวัฒนธรรมไว้ว่าภาษาเป็นส่วนหนึ่งของ วัฒนธรรมและเป็นเครื่องมือที่สมาชิกของสังคมใช้สื่อสารกัน ฉะนั้นภาษาจึงเป็นทั้ง ส่วนประกอบหนึ่งของวัฒนธรรม และเป็นสิ่งที่ใช้แสดงส่วนประกอบอื่นๆ ของ วัฒนธรรมอีกด้วย

เสฐียร โกเศส (13 หน้า 63 ) ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาษาและวัฒนธรรมว่า วัฒนธรรมจะยืนยงและมีความเจริญงอกงามได้ ก็อยู่ที่มนุษย์มีภาษา เพราะการถ่าย ทอดวัฒนธรรมให้แก่กันในสังคม จะทำกันได้ส่วนใหญ่ก็อยู่ที่มีภาษาสำหรับสื่อสาร ความรู้และความรู้สึกให้แก่กันได้

HOWARD LE NOSTRAND (40 หน้า 21) กล่าวว่าการเรียนรู้ภาษาเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของเจ้าของภาษานั้นไม่เป็นการเพียงพอ สำหรับการติดต่อ ในโลกปัจจุบันภาษาอย่างเดียวไม่สามารถสื่อความหมายให้เข้าใจได้ ครบถ้วน ถ้าหากไม่ได้กล่าวถึง วัฒนธรรมเจ้าของภาษานั้น

จากความคิดเห็นเกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมดังกล่าวข้างบนนี้ สรุปได้ว่าภาษาเป็น เครื่องมือในการถ่ายทอดวัฒนธรรม และความรู้ในเรื่องวัฒนธรรมจะเป็นพื้นฐานทำ ให้เข้าใจภาษาและความคิดของชนชาติเจ้าของภาษาได้ลึกซึ้งและถูกต้อง

การเรียนการสอนวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 2 ประการ คือ

  1. ครูผู้สอนจะต้องมีความรู้ทางด้านวัฒนธรรมของชนชาติเจ้าของภาษาที่ตนสอนเป็น
  2. อย่างดี ถ้ายิ่งได้มีโอกาสไปสัมผัสกับวัฒนธรรมนั้นโดยตรง ก็จะทำให้การสอนภาษา และวัฒนธรรมนั้นมีประสิทธิภาพสูง
  3. สื่อการสอน เป็นสิ่งที่จะช่วยครูสอนวัฒนธรรมได้สมบูรณ์มากขึ้น ได้แก่ สื่อการ
  4. สอนต่างๆ เช่น บทความ หนังสือ เอกสารเสริมความรู้ด้านวัฒนธรรม กิจกรรมเสริม หลักสูตร ภาพยนต์ สไลด์ โปสเตอร์ เพลง นิทรรศการ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ นอกจากจะ ให้ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมแล้ว นักเรียนยังได้รับการฝึกฝนทักษะทางภาษาเพิ่มอีก ด้วย

ดังนั้นการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมให้ได้ผลนั้นขึ้นอยู่กับครูผู้สอนเป็นสำคัญ ซึ่งจะ ต้องมีความรู้ทางภาษาและมีวัฒนธรรมของชนชาตินั้นๆ เป็นอย่างดี รู้วิธีการถ่ายทอด และรู้จักเลือกใช้สื่อการสอนได้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องที่สอน

จากข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างภาษาวัฒนธรรม และการสอนดังกล่าว ข้างต้น จะเห็นว่าความเข้าใจวัฒนธรรมของชนชาติเจ้าของภาษา มีส่วนช่วยให้ผู้เรียน เข้าใจภาษาและเรียนภาษาได้ดีขึ้น อันจะนำไปสู่ความชอบเรียนภาษานั้นๆ ดังที่นัก จิตวิทยายอมรับว่า ความชอบเรียนที่นักเรียนมีต่อวิชาต่างๆ มักเป็นสิ่งสำคัญในการที่ จะช่วยให้การเรียนของนักเรียนดีขึ้นหรือเลวลง ถ้าหากนักเรียนชอบเรียนวิชาใดจะทำ ให้เรียนวิชานั้นได้ผลดี แต่ถ้าหากนักเรียนไม่ชอบเรียนวิชาใดก็จะไม่ตั้งใจเรียน ซึ่งจะ มีผลทำให้การเรียนรู้วิชานั้นไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรจะเป็น

เมื่อเป็นเช่นนี้ความชอบเรียนที่นักเรียนมีต่อวิชาภาษาฝรั่งเศส ย่อมจะมีส่วนช่วยให้ การเรียนภาษาฝรั่งเศสของนักเรียนดีขึ้นด้วย เนื่องจากความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศส และความชอบเรียน ที่นักเรียนมีต่อวิชาภาษาฝรั่งเศส ต่างก็เป็นองค์ประกอบที่มีส่วน ช่วยให้การเรียนภาษาฝรั่งเศสของนักเรียนดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศสกับความชอบเรียนภาษาฝรั่งเศส เพื่อต้องการทราบว่าความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศสจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความชอบ เรียนภาษาฝรั่งเศสของนักเรียนหรือไม่

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

  1. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศส และความชอบเรียน
  2. ภาษาฝรั่งเศสของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในโรงเรียนรัฐบาลเขตการศึกษา 1
  3. เพื่อศึกษาว่านักเรียนมีปัญหาทางวัฒนธรรมในด้านใดบ้าง

วิธีดำเนินการ

กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างที่นำมาศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เลือกเรียนภาษาฝรั่งเศส ในปีการศึกษา 2524 - 2525 ในโรงเรียนรัฐบาลที่ได้รับจากการสุ่มมาจากทุกจังหวัดใน เขตการศึกษา 1 โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างระบบแบ่งเป็นขั้น (STRATIFIED RANDOM SAMPLING)

กลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 330 คน จากโรงเรียนในจังหวัดต่างๆ ดังนี้

  1. โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม 68 คน
  2. โรงเรียนสมุทรสาครบูรณะ จังหวัดสมุทรสาคร 36 คน
  3. โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ 51 คน
  4. โรงเรียนสตรีนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี 94 คน
  5. โรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี 81 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบทดสอบความเข้าใจวัฒนธรรม ฝรั่งเศส และแบบสอบถามความชอบเรียนภาษาฝรั่งเศส ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยได้ ดำเนินการตามลำดับ ดังนี้

  1. ศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมฝรั่งเศสจากหลักสูตรและแบบเรียนเล่ม 1 และเล่ม 2
  2. เพื่อเป็นข้อมูลในการสร้างแบบทดสอบความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศส
  3. ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถาม จากเอกสาร ตำรา ตัวอย่างแบบสอบถามและงาน
  4. วิจัยต่างๆ ที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ปรึกษา
  5. นำแบบทดสอบและแบบสอบถามให้คณะอาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบดูความครอบ
  6. คลุมเนื้อกาความถูกต้องทางภาษาตลอดจนแก้ไขและปรับปรุงข้อบกพร่องต่างๆ
  7. นำแบบทดสอบและแบบสอบถามที่แก้ไขแล้วไปทดลองใช้หาข้อบกพร่องของแบบ
  8. ทดสอบและแบบสอบถามและวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย และค่าอำนาจจำแนกของ ข้อทดสอบและแบบสอบถามแต่ละข้อ
  9. นำแบบทดสอบและแบบสอบถามที่ได้รับการทดลองแล้วมาปรับปรุงแก้ไขก่อนที่จะ
  10. นำไปใช้จริง
  11. นำแบบทดสอบและแบบสอบถามไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่างในเขตการศึกษา 1

ลักษณะของแบบทดสอบ

แบบทดสอบมีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก มีคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว ประกอบด้วยข้อสอบทั้งหมด 50 ข้อ เนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมซึ่งได้รับการทดลอง แล้ว และได้คัดเลือกมาจากข้อสอบทดลองสอบ (PRETEST) จำนวนทั้งหมด 70 ข้อ โดยพิจารณาข้อสอบที่มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง .20 - .80 และค่าจำแนกตั้งแต่ .20 ขึ้นไป ซึ่งจัดเป็นข้อสอบที่มีค่าความยากง่ายคละกับ และมีค่าอำนาจจำแนกสูง

ลักษณะของแบบสอบถาม

แบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบเพียงคำตอบเดียว และเป็นแบบให้ ตอบอย่างอิสระเกี่ยวกับอิทธิพลที่ทำให้ชอบเรียนภาษาฝรั่งเศส ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ตอน คือ

  1. ความถนัดและความสนใจ
  2. ประโยชน์ที่ได้จากการเรียน
  3. อิทธิพลของค่านิยมภาษาฝรั่งเศส
  4. อิทธิพลจากวิธีการสอนของครู

เกณฑ์การให้คะแนน

  1. แบบทดสอบความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศสเป็นแบบเลือกตอบ ซึ่งมีทั้งหมด 50
  2. ข้อ คะแนนเต็ม 50 คะแนน ให้ 1 คะแนน เมื่อตอบถูก ให้ 0 คะแนน เมื่อตอบผิดหรือ ไม่ตอบ
  3. แบบสอบถามความชอบเรียนภาษาฝรั่งเศสแบ่งคะแนนเป็น 5 ระดับ ดังนี้คือ

 

A ชอบมากที่สุดให้  คะแนน 
B ชอบค่อนข้างมากให้  4 คะแนน 
C ชอบปานกลางให้  3 คะแนน 
D ชอบค่อนข้างน้อยให้  2 คะแนน 
E ชอบน้อยที่สุดให้  1 คะแนน 

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยนำแบบทดสอบ และแบบสอบถามไปทำการทดสอบด้วยตนเองทุกแห่งโดยใช้ เวลาในชั่วโมงเรียนของนักเรียน และเก็บแบบทดสอบและแบบสอบถามคืนในวัน เดียวกัน โดยไปทำการทดสอบวันละ 1 โรงเรียน รวมทั้งหมด 5 แห่ง เริ่มตั้งแต่ โรงเรียนสมุทรสาครบูรณะ โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ โรงเรียนสตรีนนทบุรี โรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานี และโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย ตามลำดับ

วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

  1. นำคำตอบที่ได้จากแบบทดสอบมาหาค่าความยากง่าย และค่าอำนาจจำแนกของแบบ
  2. ทดสอบโดยใช้เทคนิค 27% และหาค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อถือได้โดยใช้ KR-20 ปรากฎว่าแบบทดสอบมีความยากง่ายปานกลาง และมีค่าอำนาจจำแนกปานกลางค่อน ข้างสูง และหาค่าอำนาจจำแนกของแบบสอบถาม โดยใช้ T-TEST
  3. แบบทดสอบความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศส มีค่าสัมประสิทธิ์แห่งความเชื่อถือได้
  4. .7472 และแบบสอบถามความเข้าใจวัฒนธรรมมีค่าสัมประสิทธิ์แห่งความเชื่อถือได้ .8925
  5. นำคะแนนของแบบทดสอบและแบบสอบถามมาหาค่าเฉลี่ย
  6. เพื่อต้องการทราบความสัมพันธ์ระหว่างความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศสและความ
  7. ชอบเรียนภาษาฝรั่งเศส จึงได้หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ PEARSON โดย คำนวณจากคะแนนดิบของแบบทดสอบและแบบสอบถาม

สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

สรุปผลการวิจัย

ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลปรากฎว่า ได้ผลตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ คือ

  1. ความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศสมีความสัมพันธ์กับความชอบเรียนภาษาฝรั่งเศสอย่างมี
  2. นัยสำคัญในเชิงสถิติที่ระดับ .05 และมีค่าสหสัมพันธ์ .3773
  3. นักเรียนที่ได้คะแนนความเข้าใจวัฒนธรรมสูงมีความชอบเรียนภาษาฝรั่งเศสสูงกว่า
  4. นักเรียนที่ได้คะแนนความเข้าใจวัฒนธรรมต่ำ
  5. นักเรียนส่วนใหญ่ มีปัญหาทางวัฒนธรรที่เกี่ยวกับสถานที่สำคัญๆ และชีวิตประจำ
  6. วันของชาวฝรั่งเศส

อภิปรายผล

  1. จากการนำแบบทดสอบและแบบสอบถามไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง และได้
  2. ผลดังที่แสดงไว้ในตารางภายให้หัวข้อผลการวิเคราะห์ข้อมูลนั้น เพื่อพิจารณาจาก ตารางแสดงค่าความยากง่ายของแบบทดสอบความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศส พบว่า แบบทดสอบนี้มีความยากง่ายอยู่ในระดับปานกลาง กล่าวคือ มีข้อทดสอบจำนวน 22 ข้อ ที่มีค่าความยากปานกลาง (.40-.60) และยังมีข้อทดสอบจำนวน 15 ข้อ ที่มีค่าความ ยากค่อนข้างสูง (.20-.40) และข้อทดสอบจำนวน 13 ข้อ ที่ค่อนข้างง่าย (.60-.80) ค่า เฉลี่ยของแบบทดสอบความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศสเท่ากับ 21.65 มีนักเรียนที่ได้ คะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ย จำนวน 130 คน และนักเรียนที่ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 164 คน แสดงว่านักเรียนสามารถทำแบบทดสอบความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศสได้ใน ระดับค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ
  3. นักเรียนไม่เคยเรียนเกี่ยวกับหัวข้อวัฒนธรรมนั้นๆ มาก่อน
  4. นักเรียนเคยเรียนหัวข้อวัฒนธรรมนั้นๆ แล้วแต่ลืมเมื่อทำข้อสอบครั้งนี้
  5. นักเรียนใช้ความรู้ทางวัฒนธรรมไทยในการตอบคำถามเกี่ยวกับวัฒนธรรม
  6. ฝรั่งเศส
  7. ส่วนค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศส ก็อยู่ใน
  8. ระดับปานกลางค่อนข้างสูง กล่าวคือ มีข้อสอบจำนวน 19 ข้อ ที่มีค่าอำนาจจำแนกพอ ใช้ได้ (.20-.40) และค่าอำนาจจำแนกสูง 14 ข้อ ค่าอำนาจจำแนกปานกลาง 17 ข้อ
  9. เมื่อหาค่าอำนาจจำแนกของแบบสอบถามความชอบเรียนภาษาฝรั่งเศสแต่ละข้อ
  10. โดยใช้ T-TEST ปรากฎว่าแบบสอบถามแต่ละข้อมีค่าอำนาจจำแนกอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .04 ทุกข้อยกเว้นข้อ 7 เพียงข้อเดียว ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกติดลบ ซึ่ง ควรจะเป็นข้อที่ได้รับการพิจารณาจากการวิจัยครั้งต่อไป เพื่อปรับปรุงให้เป็นข้อที่มีค่า อำนาจจำแนกที่ใช้ได้ดี ส่วนแบบสอบถามข้ออื่นๆ สามารถจำแนกนักเรียนตามความ ชอบเรียนได้
  11. แบบสอบถามความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศสมีค่าสัมประสิทธิ์แห่งความเชื่อถือ
  12. ได้ .7472 แสดงว่าสามารถวัดความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศสได้จริงตามเกณฑ์ของ MARSHELL (39 หน้า 208) ที่กล่าวไว้ว่าข้อสอบแบบเลือกตอบควรมีค่าความเชื่อถือ ได้ .60 ขึ้นไป และเมื่อพิจารณาร่วมกับค่าสัมประสิทธิ์แห่งความเชื่อถือได้ ซึ่งใช้ใน การทดสอบข้อมูลซึ่งมีค่า .7625 ซึ่งใกล้เคียงกับค่าสัมประสิทธิ์แห่งความเชื่อถือได้ใน การทดสอบจริง แสดงว่าแบบทดสอบนี้สามารถวัดความสามารถของนักเรียนได้อย่าง มีประสิทธิภาพและมีความเชื่อถือได้ค่อนข้างสูง

ส่วนแบบสอบถามความชอบเรียนภาษาฝรั่งเศส มีค่าสัมประสิทธิ์แห่งความเชื่อถือได้ .8925 แสดงว่าเป็นแบบสอบถามที่สามารถวัดความชอบเรียนภาษาฝรั่งเศสของนัก เรียนได้จริง

  1. จากการนำคะแนนของแบบทดสอบและแบบสอบถาม มาหาค่าสัมประสิทธิ์
  2. สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศส และความชอบเรียนภาษาฝรั่งเศส ซึ่งผลปรากฎว่าค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่าง คะแนนความเข้าใจวัฒนธรรมและความชอบเรียนภาษาฝรั่งเศส คือ .3773 มีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นค่าสหสัมพันธ์ในระดับพอเชื่อถือได้ตามเกณฑ์ของ GARETTE ที่กล่าวไว้ว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่าง .20 มีความสัมพันธ์ใน ระดับต่ำมาก ค่าระหว่าง .20 ถึง .40 มีความสัมพันธ์ในระดับพอเชื่อถือได้ ค่าระหว่าง .40 ถึง .70 มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับปานกลาง และค่า .70 ขึ้นไป มีความสัมพันธ์อยู่ ในระดับสูงถึงสูงมากตามลำดับ
  3. เพื่อพิจารณาว่านักเรียนมีความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศสในแต่ละเรื่องมากน้อย
  4. เพียงใด ผู้วิจัยได้แสดงว่าร้อยละของนักเรียนที่ตอบถูกในแต่ละเรื่องตามลำดับมาก น้อย ซึ่งปรากฎว่านักเรียนมีความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศสค่อนข้างต่ำ กล่าวคือนัก เรียนสามารถตอบถูกร้อยละ 50 ขึ้นไป 20 ข้อ ต่ำกว่าร้อยละ 50 ทั้งหมด 30 ข้อ เรื่องที่ เป็นปัญหาทางด้านวัฒนธรรมของนักเรียนที่ต้องแก้ไข ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ชีวิตประจำวัน เป็นต้นว่าการคมนาคม การเล่นกีฬา การพักผ่อนในวันหยุด การจ่าย ของ การเดินทาง การนัดหมาย การแสดงความยินดี เป็นต้น และรวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับ สถานที่สำคัญๆ ในประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย

สำหรับความชอบเรียนภาษาฝรั่งเศสในการวิจัยครั้งนี้อยู่ในระดับปานกลาง โดย พิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยของความชอบเรียนภาษาฝรั่งเศส ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 81.36 มีนักเรียนที่ได้คะแนนความชอบเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยจำนวน 161 คน และ นักเรียนที่ได้คะแนนต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยจำนวน 139 คน

ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศส มีความ สัมพันธ์กับความชอบเรียนภาษาฝรั่งเศส เนื่องจากความชอบเรียนที่นักเรียนมีเป็นสิ่ง สำคัญที่จะช่วยให้การเรียนของนักเรียนดีขึ้นหรือเลวลง และทั้งความเข้าใจวัฒนธรรม ฝรั่งเศส และความชอบเรียนที่นักเรียนมีต่อวิชาภาษาฝรั่งเศสต่างก็เป็นองค์ประกอบที่ มีส่วนช่วยให้การเรียนภาษาฝรั่งเศสของนักเรียนดีขึ้นด้วย

ผลจากการวิจัยครั้งนี้ ไม่สอดคล้องกับผลงานวิจัย เพ็ญฉวี รักษวลี (13) ที่พบว่า ความ เข้าใจวัฒนธรรมของชนชาติที่พูดภาษาอังกฤษและความชอบเรียนภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 3 ไม่สัมพันธ์กัน แต่ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่าความเข้าใจ วัฒนธรรมฝรั่งเศสและความชอบเรียนภาษาฝรั่งเศสมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสหสัมพันธ์ .3773 แต่เป็นความสัมพันธ์กันใน ระดับที่ต่ำมาก เพราะเมื่อคิดเทียบอัตราส่วนร้อยละแล้ว มีความสัมพันธ์กันเพียงร้อย ละ 16 เท่านั้น จึงเป็นข้อที่ควรพิจารณาว่าอะไรคือตัวแปรที่มีผลทำให้ความสัมพันธ์ ระหว่างความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศส และความชอบเรียนภาษาฝรั่งเศสอยู่ในระดับต่ำ สำหรับการวิจัยในครั้งนี้ไม่ได้ศึกษาครอบคลุมถึงตัวแปรต่างๆ ที่เป็นผลให้ค่าความ สัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำ จึงเป็นข้อที่ควรพิจารณาและศึกษาในงานวิจัยต่อไป

ข้อเสนอแนะ

  1. ผู้สอนควรแทรกความรู้ทางวัฒนธรรมฝรั่งเศสให้สัมพันธ์กับเนื้อหาวิชาทันที่ที่มี
  2. โอกาส
  3. เพื่อให้การเรียนการสอนสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตรภาษาฝรั่งเศส ครู
  4. ควรสอนทักษะทางภาษาควบคู่ไปกับการสอนวัฒนธรรมฝรั่งเศสด้วย เปรียบเทียบให้ นักเรียนเห็นสิ่งที่เหมือนและแตกต่างไปจากวัฒนธรรมไทย
  5. เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศสของนักเรียน ครูควรจัดกิจกรรมเสริม
  6. หลักสูตร โดยให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเหล่านั้น เช่น การจัด ภาพยนต์ในเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวฝรั่งเศส การจัดนิทรรศการเกี่ยว กับวันสำคัญต่างๆ เป็นต้น
  7. ใช้อุปกรณ์การสอนในการสอนเกี่ยวกับวัฒนธรรมฝรั่งเศส เพื่อช่วยให้นักเรียนได้เห็นภาพพจน์และเข้าใจได้ดีขึ้น
  8. ในการวัดผลการเรียนภาษาฝรั่งเศส ควรมีบางส่วนที่วัดผลความเข้าใจวัฒนธรรมที่ผู้
  9. สอนเคยสอน เป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาฝรั่งเศสด้วย
  10. ควรสอนวัฒนธรรม โดยมุ่งให้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือที่จะเสริมสร้างความเข้าใจใน
  11. การเรียนภาษา และช่วยให้มีความเข้าใจที่ดีต่อชนชาติเจ้าของภาษา
  12. ในการสอนอ่านบางครั้ง ครูควรเลือกเรื่องที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมฝรั่งเศสให้นักเรียน
  13. อ่าน โดยเลือกเรื่องที่อยู่ในระดับความสนใจของนักเรียน
  14. ครูควรสนับสนุนนักเรียนให้เขียนจดหมายติดต่อกับเพื่อนต่างชาติ เพื่อแลกเปลี่ยน
  15. ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป

  1. ควรศึกษาในเรื่องเดียวกันนี้ โดยให้ครอบคลุมถึงตัวแปรต่างๆ เป็นต้นว่า เพศ อายุ
  2. และการสอนของครู เพื่อจะทราบว่ามีตัวแปรอะไรบ้างที่ทำให้ค่าสหสัมพันธ์ระหว่าง ความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศสและความชอบเรียนภาษาฝรั่งเศสอยู่ในระดับต่ำ คือมีค่า สหสัมพันธ์เพียง .3773 เท่านั้น ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยไม่ได้ศึกษาถึงตัวแปรเหล่านี้
  3. ควรศึกษาเรื่องเดียวกันนี้ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจากเขตการศึกษาทุกเขตเพื่อจะได้
  4. ทราบว่าผลที่ได้จากการศึกษาดังกล่าวจะแตกต่างจากผลการศึกษาครั้งนี้หรือไม่เพียง ใด ซึ่งจะเป็นแนวทางแก่ครูผู้สอนภาษาฝรั่งเศสในการปรับปรุงการสอนให้ดียิ่งขึ้น
  5. ควรมีการวิจัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศสกับสัมฤทธิ์ผล
  6. ในการอ่านของนักเรียนทั้งระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 และมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อจะได้ ทราบว่าความเข้าใจวัฒนธรรมฝรั่งเศส มีส่วนช่วยเสริมสร้างและสัมพันธ์กับสัมฤทธิ์ ผลในการอ่านของนักเรียนหรือไม่และเพื่อเปรียบเทียบผลการวิจัยที่ได้ของทั้งระดับว่า จะแตกต่างกันหรือไม่เพียงใด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงแบบเรียนและวิธี การสอนของครู
  7. ควรศึกษาเรื่องเดียวกันนี้ในระดับอุดมศึกษา เพื่อจะได้ทราบว่าผลที่ได้จากการวิจัย
  8. ดังกล่าวจะแตกต่างจากผลการศึกษาครั้งนี้หรือไม่