การเปรียบเทียบคุณภาพของแบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษที่มีแนวเส้นพับ
และชนิดของภาพต่างกัน

ผู้ทำการวิจัย  นายสุรชัย มีชาญ 
สถานที่ทำงาน 16 หมู่ 3 ตำบลบางมัญ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี 

ทำการวิจัยเมื่อ

ธันวาคม 2532-เมษายน 2533 เป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เพื่อเสนอต่อ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

ความเป็นมาของการวิจัย

จากความเชื่อที่ว่า บุคคลใดจะเรียนรู้สิ่งใดได้ผลดีก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นได้เรียนรู้ในสิ่งที่ ตนสนใจและมีความถนัดในทางนั้น ในทางกลับกันถ้าเรียนรู้ในสิ่งที่ตนขาดความ สนใจและไม่มีความถนัดแล้ว ย่อมเป็นการยากที่จะประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุนี้การ ศึกษาในบัจจุบัน จึงให้ความสำคัญต่อการวัดความถนัดทางการเรียนมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อ นำผลที่ได้จากการวัดมาใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่ง ขึ้น กล่าวคือ เพื่อนำผลที่ได้จากการวัดมาใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนของ บุคคลนั้นให้สอดคล้องกับความสามารถของเขาและให้มีผลสัมฤทธิ์สูงสุด ทั้งนี้เพื่อให้ สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่สำคัญสูงสุดที่โรงเรียนพึงกระทำ ก็คือ การช่วยส่งเสริมนัก เรียนแต่ละคนให้พัฒนาขึ้น จนบรรลุถึงความสำเร็จในชั้นสูงสุด เท่าที่ความสามารถ ของเขาจะพึงมี จึงถือเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของครูที่จะต้องรู้สมรรถภาพทางการ เรียนของเด็กที่ตนสอนอยู่ เพื่อที่จะได้จัดกิจกรรมทางการศึกษาได้อย่างถูกต้องและ เหมาะสม

แต่ในการวัดสิ่งใดก็ตามจำเป็นต้องรู้ธรรมชาติของสิ่งนั้นว่ามีมิติ (dimension) หรือ คุณลักษณะ (trait) อย่างไร แล้วหาเครื่องมือที่เหมาะสมมาวัด เพื่อให้ได้ผลตามความ ต้องการมากที่สุด ด้วยเหตุนี้จึงได้มีผู้พยายามศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับทฤษฎีความถนัดมา เป็นเวลานาน และได้มีทฤษฎีเกี่ยวกับความถนัดเกิดขึ้นมาหลายทฤษฎี แต่ทฤษฎีที่ สำคัญและเป็นสิ่งที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง คือ ทฤษฎีหลายองค์ประกอบ (Multiple Factor Theory) ของเธอร์สโตน โดยเธอร์สโตน (Thurstone) ได้สรุปไว้ว่าสมรรถภาพ พื้นฐานทางสมองของมนุษย์ (Primary Mental Ability) ที่สำคัญมีอยู่ 7 ประการ คือ สมรรถภาพสมองด้านตัวเลข (Number หรือ N-Factor) สมรรถภาพสมองด้านภาษา (Verbal Comprehension หรือ V-Factor) สมรรถภาพสมองด้านเหตุผล (Reasoning หรือ R-Factor) สมรรถภาพสมองด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial หรือ S-Factor) สมรรถภาพ สมองด้านความจำ (Memory หรือ M-Factor) สมรรถภาพสมองด้านการรับรู้ (Word fluency หรือ W-Factory) ซึ่งสมรรถภาพสมองทั้งเจ็ดประการนี้ เป็นสมรรถภาพพื้น ฐานทางสมองที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน แต่มากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละด้านแต่ละ บุคคล

ในส่วนของการวัดสมรรถภาพสมองด้านมิติสัมพันธ์นั้น มีผู้กล่าวถึงรูปแบบ (style) ของแบบทดสอบที่ใช้ไว้ต่าง ๆ กัน โดยยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่ามีกี่รูปแบบ แต่พบว่า แบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษเป็นรูปแบบหนึ่งที่ใช้วัดสมรรถภาพสมอง ด้านมิติสัมพันธ์ได้ ลักษณะของข้อสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษ คือ โจทย์จะ กำหนดภาพมาให้ แล้วให้ผู้ตอบสร้างจินตนาการว่าถ้าเอาภาพนั้นมาพับกลางและตัด ภาพตามที่กำหนดไว้ เมื่อคลี่ภาพนั้นออกจะมีลักษณะเป็นเช่นไร ดังนั้นแบบทดสอบ ชนิดนี้จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการรับรู้ภาพซึ่งถือเป็นสิ่งเร้าหลักในข้อสอบทุกข้อ ด้วย เหตุนี้ภาพทุกภาพที่ใช้จึงมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อคุณภาพของแบบทดสอบ เพราะถ้าภาพ นั้นสามารถเป็นสิ่งเร้าที่ดีมีประสิทธิภาพ ก็จะต้องสามารถเร้าให้เกิดการรับรู้และตอบ สนองได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ซึ่งจากการพิจารณาข้อสอบมิติสัมพันะ์แบบพับ กระดาษที่มีผู้สร้างไว้ จะพบภาพที่ใช้ในข้อสอบทุกข้อจะเป็นภาพลายเส้นทั้งหมด กล่าวคือ ไม่มีการแรเงา ระบายสี หรือกระทำอื่นใด เพื่อเน้นให้ผู้สอบสังเกตว่าส่วนใด คือแผ่นกระดาษและส่วนใคือที่ว่างหรือรอยตัดที่เกิดขึ้น ดังนั้น การแปลความหมาย ภาพที่ใช้เป็นตัวคำถามและตัวเลือก จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับรู้ภาพของผู้ สอบแต่ละคน ซึ่งอาจแปลความหมายของภาพนั้น ๆ แตกต่างกันไปได้ ในกรณีนี้จึงมี สิ่งที่น่าคำนึงว่า หากผู้สอบคนหนึ่งคนใดได้คะแนนผลการสอบต่ำ จะเป็นผลอันเนื่อง มาจากสมรรถภาพสมองด้านมิติสัมพันธ์ที่เขามีอยู่อย่างแท้จริงเพียงเท่านั้นหรือเป็นผล มาจากความไม่ชัดเจนของภาพที่ใช้เป็นสิ่งเร้า

โดยปกติความยากของข้อสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษจะขึ้นอยู่กับจำนวนครั้ง ของการพับและรูปแบบของการตัด กลา่วคือ ถ้าตัดให้มีลายแปลก ๆ คลี่ออกมาก็จะ ยากขึ้นเอง และในส่วนของจำนวนครั้งของการพับนั้นจากการพิจารณาแบบทดสอบที่ มีผู้สร้างไว้พบว่า ส่วนมากมักจะใช้ภาพที่มีการพับเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ แนวเส้นพับที่กำหนดไว้ในข้อแต่ละข้อ จึงเปรียบเสมือนเส้นแกน (axis) ของภาพรอย ตัดที่เกิดขึ้น ผู้สอนจึงสามารถสร้างจินตนาการของตนเองโดยยึดหลักความสมดุล (balance) ได้ว่า ภาพที่เกิดขึ้นใหม่น่าจะมีลักษณะเช่นไร และโดยทั่วไปจะพบว่า เมื่อมี การกล่าวถึงความสมดุลในภาพคราวใดก็ตามเรามักจะนึกถึงความสมดุลกันของภาพ ซ้าย-ขวา นั่นคือ เรามักจะเคยชินและให้ความสำคัญกับเส้นแกนแนวดิ่งมากกว่า ประเภทอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า ความเคยชินดังกล่าวจะส่งผลต่อความ รวดเร็ว และความถูกต้องในจินตนาการหรือไม่ มากน้อยเพียงใด

ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาว่า ชนิดของภาพที่ต่างกันคือ ภาพที่มีแรเงาและ ภาพทีไมีแรเงาและแนวเส้นพับที่ต่างกัน คือ แนวตั้ง แนวนอน และแนวเฉียงขวา จะ ส่งผลต่อคุณภาพของแบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษหรหือไม่ ทั้งนี้เพื่อใช้ เป็นแนวทางในการสร้างและพัฒนาแบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษให้มี คุณภาพเหมาะสมต่อไป

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1. เพื่อเปรียบเทียบค่าความยากของแบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษ ระหว่าง การใช้ภาพที่มีแรเงากับภาพที่ไม่มีแรเงา เมื่อมีการกำหนดแนวเส้นพับต่างกัน คือ แนว ตั้ง แนวนอน และแนวเฉียงขวา

2. เพื่อเปรียบเทียบค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษที่ กำหนดแนวเส้นพับต่างกัน คือ แนวตั้ง แนวนอน และแนวเฉียงขวา ในแบบทดสอบที่ ใช้ภาพที่มีแรเงา

3. เพื่อเปรียบเทียบค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษที่ กำหนดแนวเส้นพับต่างกัน คือแนวตั้ง แนวนอน และแนวเฉียงขวา ในแบบทดสอบที่ ใช้ภาพที่ไม่มีแรเงา

4. เพื่อเปรียบเทียบค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษที่ใช้ ภาพที่มีแรเงาและภาพที่ไม่มีแรเงา ในแบบทดสอบที่กำหนดแนวเส้นพับต่างกัน คือ แนวตั้ง แนวนอน และแนวเฉียงขวา ในแบบทดสอบที่ใช้ภาพที่ไม่มีแรเงา

5. เพื่อเปรียบเทียบค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษที่กำ หหนดแนวเส้นพับต่างกัน คือ แนวตั้ง แนวนอน และแนวเฉียงขวา ในแบบทดสอบที่ ใช้ภาพที่มีแรเงา

6. เพื่อเปรียบเทียบค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษที่ กำหนดแนวเส้นพับต่างกัน คือ แนวตั้ง แนวนอน และแนวเฉียงขวา ในแบบทดสอบที่ ใช้ภาพที่ไม่มีแรเงา

7. เพื่อเปรียบเทียบค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษที่ใช้ ภาพที่มีแรเงาและภาพที่ไม่มีแรเงา ในแบบทดสอบที่กำหนดแนวเส้นพับต่างกัน คือ แนวตั้ง แนวนอน และแนวเฉียงขวา ตามลำดับ

วิธีดำเนินการวิจัย

กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ม.1) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2532 ของโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา ในจังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 13 โรง มีห้องเรียน 56 ห้อง และจำนวนนักเรียนทั้งหมด 2,051 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามทฤษฎี ของเธอร์สโตน โดยมุ่งศึกษาในกรณีที่ภาพในข้อสอบทุกข้อมีการพับเพียงครั้งเดียว เท่านั้น เป็นแบบทดสอบเลือกตอบชนิด 5 ตัวเลือก แบ่งออกเป็น 6 ฉบับ จำแนกตาม รูปแบบดังนี้ คือ ฉบับที่ 1, 2 และ 3 เป็นแบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษที่ใช้ ภาพที่มีแรเงาและเส้นพับอยู่ในแนวตั้ง แนวนอน และแนวเฉียงขวา ตามลำดับ สำหรับ ฉบับที่ 4, 5 และ 6 เป็นแบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษที่ใช้ภาพที่ไม่มีแรเงา และเส้นพับอยู่ในแนวตั้ง แนวนอน และแนวเฉียงขวา ตามลำดับ ซึ่งแบบทดสอบทั้ง 6 ฉบับนี้ มีโครงสร้างของข้อสอบเหมือนกันทั้งหมด ยกเว้นความแตกต่างอันเกี่ยวเนื่อง มาจากชนิดของภาพที่ใช้และการจัดวางแนวเส้นพับดังกล่าวมาแล้ว

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

ดำเนินการโดยการสุ่มนักเรียนในแต่ละห้องเรียนออกเป็น 6 กลุ่มย่อย แล้วสุ่มแบบ ทดสอบให้แต่ละกลุ่ม เพื่อให้ทราบว่านักเรียนคนใดทำแบบทดสอบฉบับใด โดยนัก เรียนแต่ละกลุ่มจะได้รับแบบทดสอบฉบับที่ต่างกัน แต่นักเรียนในกลุ่มเดียวกันจะได้ รับแบบทดสอบฉบับที่เหมือนกัน เมื่อดำเนินการสอบครบทุกโรงเรียนแล้วจึงทำการ ตรวจให้คะแนนและนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์หาค่าสถิติและทดสอบสมมุติฐาน

วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

1. การวิเคราะห์ข้อมูล

1.1 หาค่าความยากมาตรฐาน และค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบเป็นรายข้อ โดยใช้ เทคนิค 27 เปอร์เซนต์ และใช้ตารางสำเร็จของ จุง เตห์ ฟาน (Chung-Teh Fan) แล้ว คำนวณหาค่าความยากมาตรฐานเฉลี่ย และค่าอำนาจจำแนกเฉลี่ยของแบบทดสอบแต่ ละฉบับ

1.2 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบแต่ละฉบับ โดยใช้สูตร คูเดอร์ ริชาร์ดสัน สูตร 20 (KR-20)

2. การทดสอบสมมุติฐาน

2.1 ทดสอบความแตกต่างของค่าความยากมาตรฐาน โดยใช้การวิเคราะห์ความแปร ปรวนแบบ 2 ทิศทาง (Two-way Classification) ซึ่งถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติแล้ว จะทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ ด้วยวิธีของตูกี้ (Tukey's HSD test)

2.2 ทดสอบความแตกต่างของค่าอำนาจจำแนก โดยการแปลงค่าอำนาจจำแนกรายข้อ เป็นคะแนนมาตรฐาน ตามสูตรของพีชเชอร์ (Fisher's Transformation) แล้วหาค่า เฉลี่ยของคะแนนมาตรฐานของแบบทดสอบแต่ละฉบับ แล้วนำคะแนนมาตรฐานเฉลี่ย (Z) มาทดสอบความแตกต่างโดยใช้ไคสแควร์ (X2) ถ้าพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติ จะดำเนินการทดสอบความแตกต่างของ Z เป็นรายคู่ ด้วยวิธีทดสอบ ความแตกต่างของคะแนนมาตรฐาน (Z)

2.3 ทดสอบความแตกต่างของค่าความเชื่อมั่น โดยการแปลงค่าความเชื่อมั่นของแบบ ทดสอบแต่ละฉบับเป็นคะแนนมาตรฐาน ตามสูตรของพีชเชอร์ แล้วทดสอบความแตก ต่างด้วยวิธีการเช่นเดียวกับข้อ 2.2

สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ

สรุปผลการวิจัย

1. ค่าความยากมาตรฐานของแบบทดสอบทั้ง 6 ฉบับ มีค่าเท่ากับ 12.9571, 12.7286, 13.0800, 13,0000, 12.9086 และ 13.3714 ตามลำดับ เมื่อทดสอบความแตกต่างแล้ว พบว่า แบบทดสอบที่กำหนดแนวเส้นพับต่างกัน มีค่าความยากไม่แตกต่างกัน แบบ ทดสอบที่ใช้ภาพต่างกัน มีค่าความยากไม่แตกต่างกัน และแนวเส้นพับและชนิดของ
ภาพไม่มีอิทธิพลร่วมกันต่อค่าความยากของแบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษ

2. ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบทั้ง 6 ฉบับ มีค่าเท่ากับ 0.49, 0.49, 0.44, 0.49, 0.49 และ 0.43 ตามลำดับ เมื่อทดสอบความแตกต่างแล้วพบว่า ค่าอำนาจจำแนกของ แบบทดสอบทั้ง 6 ฉบับ ไม่แตกต่างกัน

3. ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้ง 6 ฉบับ มีค่าเท่ากับ 0.8274, 0.8298, 0.7842, 0.8198, 0.8313 และ 0.7464 ตามลำดับ เมื่อทดสอบความแตกต่างแล้วพบว่า ในแบบ ทดสอบที่ใช้ภาพที่มีแรเงา แบบทดสอบที่กำหนดแนวเส้นพับต่างกันมีค่าความเชื่อมั่น ไม่แตกต่างกัน แต่ในแบบทดสอบที่ใช้ภาพที่ไม่มีแรเงา แบบทดสอบที่กำหนดแนว เส้นพบต่างกันมีค่าความเชื่อมั่นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยคู่ที่มีความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ได้แก่ ฉบับที่ 5 กับฉบับที่ 6 คู่ที่มี ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ฉบับที่ 4 กับฉบับที่ 6 ส่วนแบบทดสอบที่ใช้ภาพที่มีแรเงาและที่ใช้ภาพที่ไม่มีแรเงา มีค่ความเชื่อมั่นไม่แตก ต่างกันในทุกแนวเส้นพบ

ข้อเสนอแนะ

1. จากผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า แบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษที่ใช้ภาพที่มีแร เงาและแบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษที่ใช้ภาพที่ไม่มีแรเงา จะมีค่าความ ยากค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบไม่แตกต่างกัน ดังนั้น ใน การสร้างแบบดทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษจะใช้ภาพที่มีแรเงาหรือไม่ก็ได้ เพราะให้ผลใกล้เคียงกัน

2. ควรมีการศึกษาว่าในแบบทดสอบมิติสัมพันธ์แบบพับกระดาษที่มีจำนวนข้อสอบที่ ใช้แนวเส้นพับ ในสัดส่วนที่ต่างกันไป จะมีคุณภาพแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร

3. ควรมีการศึกษาในเรื่องนี้ โดยศึกษาร่วมกับตัวแปรอื่น ๆ เช่น เพศ อายุ ระดับผล การเรียนหรือระดับชั้น เป็นต้น