ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมมุ่ง 
เน้นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรม
ตามแผนการจัดประสบการณ์ของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่ง
ชาติ

ผู้ทำการวิจัย

นางคนึง สายแก้ว 
ตำแหน่ง อาจารย์ 1 ระดับ 5
สถานที่ทำงาน วิทยาลัย ครูสุรินทร์ อำเภอเมือง   จ.สุรินทร์ 

ทำการวิจัยเมื่อ

สิงหาคม 2532 - เมษายน 2533 เป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เพื่อเสนอต่อมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

ความเป็นมาของการวิจัย

ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับมนุษย์ในสังคมปัจจุบันที่มีการเปลี่ยน แปลงตลอดเวลา ผลจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์สามารถนำมาใช้ให้เกิด ประโยชน์ในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพทันต่อเหตุการณ์ และส่งผลต่อ การพัฒนาประเทศได้ การที่จะพัฒนามนุษย์ให้เป็นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ ควรพัฒนาตั้งแต่เยาว์วัยโดยเฉพาะช่วง 6 ขวบแรกของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กมี จินตนาการสูง ศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์กำลังพัฒนา หากไม่ได้รับการส่ง เสริมในช่วงวัยนี้อาจหยุดชะงักหรือฝ่อไปในที่สุด

การจัดกิจกรรมมุ่งเน้นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นวิชาการหนึ่งในการ ส่งเสริมให้เด็กมีความอยากรู้อยากเห็น รู้จักคิดค้น และหาคำตอบ ซึ่งอาศัยการฝึก สังเกต คุณลักษณะหรือรายละเอียดต่าง ๆ โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ผู้วิจัยสนใจที่ จะศึกษาว่า การจัดกิจกรรมมุ่งเน้นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จะส่งผลต่อ ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้เพียงใด ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางสำหรับครู และผู้เกี่ยว ข้องในวงการศึกษาปฐมวัย ที่จะนำมาใช้เป็นแนวทางในการจัดประสบการณ์เพื่อส่ง เสริมความคิดสร้างสรรค์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดย ใช้กิจกรรมมุ่งเน้นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และการจัดประสบการณ์ โดยใช้กิจกรรมตามแผนการจัดประสบการณ์ของสำนักงานคณะกรรมการการ ประถมศึกษาแห่งชาติ

วิธีดำเนินการวิจัย

กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนอนุบาล สุรินทร์ โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย ห้องเรียน 2 ห้องเรียน เพื่อใช้เป็นกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุม จับคู่เป็นรายบุคคลโดยยึดคะแนนความคิดสร้างสรรค์ เพศ และอาชีพ ของผู้ปกครองเป็นเกณฑ์ในการจับคู่ได้ จำนวน 25 คู่ สุ่มแยกคู่เพื่อแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม ได้กลุ่มทดลอง 25 คน กลุ่มควบคุม 25 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง

1. แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ โดยอาศัยรูปภาพ แบบ ก.ที่สร้างโดย เทอร์แรนซ์ (Torrance Test of Creativity Thinking Eigural Form A) ซึ่ง ดร.อารี รังสินันท์ นำมาดัดแปลงใช้กับเด็กไทย ในระดับชั้นอนุบาล ถึง ป.4

2.แผนการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมมุ่งเน้นทักษะกระบวนการทางวิทยา ศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วย ทักษะการสังเกต ทักษะการจำแนก ทักษะการแสดง ปริมาณ และทักษะการสื่อความหมายอนุบาลปีที่ 1 ของสำนักงานคณะกรรมการ การประถมศึกษาแห่งชาติ

3.แผนการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมตามแผนการจัดประสบการณ์ชั้นอนุบาล ปีที่ 1 ของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ

แบบแผนการทดลอง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) โดยใช้แผนการวิจัย แบบสองกลุ่มวัด ครั้งแรกและครั้งหลัง

MR. T1 x T2 กลุ่มทดลอง

T1 (x T2 กลุ่มควบคุม

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

1. เก็บคะแนนทดสอบก่อนการจัดกิจกรรมจากกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม ด้วยแบบ ทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์

2. เก็บคะแนนทดสอบหลังการจัดกิจกรรมจากกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่มด้วยแบบ ทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์โดยทั้งก่อนและหลังการทดลองมีการประชุมครูเกี่ยว กับการดำเนินการสอบทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม

สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล

1. สถิติสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลก่อนและหลังการสอนคือ ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตราฐาน (Standard Deviation) และทดสอบความแตกต่างด้วยค่า t-test แบบสองกลุ่มไม่เป็นอิสระกัน (t-test for Dependent Samples)

2. หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้ "สูตร ครอนบัด" สัมประสิทธิ์ แอลฟา ( @- Coefficient)

วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

นำคะแนนที่ได้จากการสอบก่อนสอนและหลังสอน มาวิเคราะห์และเปรียบเทียบ แล้วทดสอบความแตกต่างด้วย t-test

สรุปผลการวิจัย

เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมมุ่งเน้นทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ มีความคิดสร้างสรรค์ โดยพิจารณาจากส่วนรวมและองค์ประกอบ ย่อยด้านความคิดคล่องแคล่ว ความคิดริเริ่ม ความคิดละเอียดลออ สูงกว่าเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมตามแผนการจัดประสบการณ์ของสำนัก งานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ

การสังเคราะห์ผลการวิจัยเพื่อการนำไปใช้

1. ในสภาพการเรียนการสอนปกติ ครูผู้สอนอาจไม่สะดวกในการจัดเตรียมสื่อวัสดุ อุปกรณ์หลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามครูผู้สอนสามารถจัด กิจกรรมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กได้ โดยจัดเสริมในกิจกรรม ประจำวัน เช่น กิจกรรมการเล่นตามมุม กิจกรรมสร้างสรรค์ เกมการศึกษา ฯลฯ โดย จัดที่ละน้อยแต่สม่ำเสมอ

2.บทบาทของครูมีส่วนช่วยให้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นกับเด็กได้ โดยใช้เทคนิคการใช้คำถามอย่างเปิดกว้างเป็นการกระตุ้นให้เด็กได้คิดอย่างอิสระ พยายามตอบคำถามจากประสบการณ์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน

3.หลังการจัดกิจกรรมทุกครั้ง ควรนำสื่อและอุปกรณ์มาจัดวางไว้ในมุมวิทยาศาสตร์ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้มาสัมผัส และมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อได้อย่างกว้างขวางขึ้น