S302  3807014 

ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจและความพึงพอใจในการทำงานของครู-อาจารย์ ใน
โรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดราชบุร

:The Relationship between Teacher Motivation and Job Satisfaction of the Teachers in Primary Schools under the Jurisdiction of Ratchaturi Primary Education Office

ผู้ทำการวิจัย  นายจำนงค์ ภาษาประเทศ 
ตำแหน่ง อาจารย์ 2
สถานที่ทำงาน โรงเรียนวัดโคกบำรุงราษฎร์ ต.ดอนกรวย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี 70130
โทร 032-254646 

ระยะเวลาในการวิจัย

กันยายน 2534 - กุมภาพันธ์ 2536

ประเภทของงานวิจัย

วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยศิลปากร

ความเป็นมา

ปัจจุบันสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว วิทยาการต่าง ๆ เจริญก้าวหน้าไป อย่างไม่หยุดยั้ง ฉะนั้นมีความจำเป็นต้องพัฒนาการศึกษาของชาติให้เหมาะสมสอด คล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการการจัดการ ศึกษาจะบรรลุเป้าหมายได้นั้น กุญแจดอกสำคัญของการศึกษาอยู่ที่ตัวครู และคุณภาพ ของครูก็คือหัวในของการศึกษา ครูจึงเป็นบุคลากรหลักที่มีบทบาทและหน้าที่สำคัญ ยิ่งในการให้การศึกษา

การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษามีหลายวิธีการ วิธีการหนึ่งที่จะช่วยครูในการ พัฒนาทางด้าน วิชาการ ได้แก่ การนิเทศการศึกษา เพราะการนิเทศการศึกษาเป็น ความพยายามที่ผู้นิเทศปฏิบัติงาน ร่วมกับครู เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการ สอนของครู อันจะเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ด้านการเรียนของเด็ก และนำความ พึงพอใจมาสู่ครูในที่สุด

สภาพการจัดการศึกษาจังหวัดราชบุรี สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดราชบุรี ได้พัฒนาการ ศึกษามาโดยตลอด ส่งเสริมการนิเทศภายในโรงเรียน เพราะเห็นว่าการ นิเทศภายในโรงเรียนเป็น สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้พัฒนาการเรียนการสอนได้ตรงตาม สภาพปัญหา จากการเสนอความก้าวหน้าโครง การส่งเสริมการนิเทศของแต่ละอำเภอ โดยภาพรวม ทำให้เห็นว่าโรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จในการ นิเทศ ครูพัฒนาการจัด กิจกรรมการเรียนขึ้น ครูมีแนวคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ครูให้ความร่วมมือในการ นิเทศ ครู ยอมรับการนิเทศซึ่งกันและกัน ครูและผู้บริหารร่วมกันหาแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม ฯลฯ ส่วนในโรงเรียนที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ศึกษานิเทศก์จะกล่าวถึง ครูบางท่านไม่ ให้ความร่วมมือ ครูไม่ เห็นความสำคัญคิดว่าตนเองดีแล้ว เก่งทุกด้าน ผู้นิเทศเลือกวิธี ปฏิบัติการนิเทศไม่เหมาะสม การนิเทศ ไม่เป็นระบบ บุคลากรขาดขวัญและกำลังใจ จากผู้บริหาร ฯลฯ

จากปรากฎการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ในจังหวัดราชบุรี ครูมีแรงจูงใจและความ พึงพอใจในการทำงานต่างกัน ทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาเรื่องแรงจูงใจและ ความพึงพอใจในการทำงานของครู-อาจารย์ โดยคาดหวังว่างานวิจัยนี้จะทำให้ทราบ ระดับองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กับแรงจูงใจและความพึงพอใจ ผลการวิจัยจะ ช่วยให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาบรรลุตามแผนการศึกษาแห่งชาติ

แนวคิด

การนิเทศภายในโรงเรียนมีรูปแบบและทฤษฎีสนับสนุนอย่างหลากหลาย ทฤษฎี หนึ่งที่สอดคล้องกับการพัฒนาการศึกษา คือ การนิเทศทรัพยากรมนุษย์ (human resource supervision) เป็นการนิเทศทุ่งพัฒนาพัฒนาครูและบุคลากรอื่น ๆ ใน โรงเรียน เป็นการทำงานเพื่อผลสำเร็จที่มีประสิทธิ-ภาพของโรงเรียน

การนิเทศทรัพยากรทนุษย์จะเน้นเรื่องแรงจูงใจ ซึ่งจะส่งผลให้ครูมีความรู้สึกว่ามี ประสิทธิ-ภาพและจะร่วมทำงานในโรงเรียน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นกว่า เดิม ผลสุดท้ายทำให้ครูเกิดความพึงพอใจในการทำงาน และความพึงพอใจในการทำ งานจะเป็นเสริมแรงในการทำงาน ผู้วิจัยได้ยึดแนวคิดตามทฤษฎีแรงจูงใจของ เฮิร์ซเบิร์กโดยศึกษาองค์ประกอบ 10ด้าน ในองค์ประกอบกระตุ้นและองค์ประกอบ ค้ำจุน

วัตถุประสงค์

1. เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการทำงานของครู-อาจารย์ในโรงเรียนประถม ศึกษาสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดราชบุรี

2. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจในการทำงานของครู-อาจารย์ในโรงเรียนประถม ศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดราชบุรี

3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับความพึงพอใจในการทำงานของ ครู-อาจารย์ในโรงเรียนประถมศึกษาจังหวัดราชบุรี

วิธีดำเนินการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงบรรยาย (descriptive research)

ตัวแปรที่ศึกษา

1. แรงจูงใจในการทำงาน ประกอบด้วย องค์ประกอบกระตุ้น และองค์ประกอบ ค้ำจุน

2. ความพึงพอใจในการทำงาน

นิยมศัพท์เฉพาะ

องค์ประกอบกระตุ้น หมายถึง องค์ประกอบแรงจูงใจที่ก่อให้เกิดความพอใจใน การทำงานประกอบด้วย ความสำเร็จของงาน ความก้าวหน้า การยอมรับนับถือ ความ รับผิดชอบ ลักษณะของงาน

องค์ประกอบค้ำจุน หมายถึง องค์ประกอบที่ช่วยป้องกัน การเกิดความไม่พึงพอ ในใจงานประกอบด้วย เงินเดือน การนิเทศงาน นโยบายและการบริหาร สภาพแวด ล้อมของงาน ความสัมพันธ์ในหน่วยงาน

ความพึงพอใจในการทำงาน หมายถึง ระดับความรู้สึกมีความสุข หรือเจตคติโดย ส่วนรวมที่มี ต่องานที่ทำหรือสภาวะแวดล้อมของงาน

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ครู-อาจารย์ ผู้ปฏิบัติ การสอนในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดราชบุรี ปี การศึกษา 2533 จำนวน 4,470 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นครู-อาจารย์ผู้ ปฏิบัติการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานการ ประถมศึกษาจังหวัดราชบุรี ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น จำนวน 380 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยดัดแปลงสังเคราะห์จากทฤษฎี เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาแรง จูงใจและความพึงพอใจในการทำงาน ลักษณะของเครื่องมือเป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า ชนิด 5 ช่วงคะแนน

แบบสอบถามวัดความพึงพอใจในการทำงาน ซึ่งได้ปรับปรุงและพัฒนามาจาก แบบสอบวัดของ Cecil Miskel แบบสอบวัดของ ไพศาล หวังพานิช และแบบสอบวัด ของ อารีรัตน์ หิรัญโร ลักษณะของแบบสอบวัดเป็นมาตราส่วนประมาณค่า ชนิด 5 ช่วงคะแนน จำนวน 7 ข้อ

แบบสอบวัดแรงจูงใจในการทำงาน ซึ่งได้ปรับปรุงจากแบบสอบวัดของ Wood ซึ่งใช้ทฤษฎีสององค์ประกอบของเฮิร์ซเบิร์ก แบบสอบวัดของอารีรัตน์ หิรัญโร และ แบบสอบวัดของ ไพโรจน์ กลิ่นกุหลาบ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า ชนิด 5 ช่วง คะแนน จำนวน 57 ข้อ

การเก็บรวบรวมข้อมูล

1. ผู้วิจัยทำหนังสือถึงบัณฑิตวิทยาลัย เพื่อขอความร่วมมือไปยังสำนักงานการ ประถมศึกษา จังหวัดราชบุรี เพื่อให้สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดราชบุรีมี หนังสือแจ้งให้สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอขอความร่วมมือจากครู-อาจารย์ที่เป็น กลุ่มตัวอย่างให้ตอบแบบสอบถาม

2.ผู้วิจัยนำแบบสอบถามไปมอบให้สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอด้วยตนเอง ขอความ-ร่วมมือศึกษานิเทศก์ส่งแบบสอบถามให้ครู-อาจารย์ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง และ ให้ผู้ตอบแบบสอบถามส่งแบบสอบถามกลับคืนผู้วิจัยทางไปรษณีย์ ได้แบบสอบถาม คืนมา 345 ชุด คิดเป็นร้อยละ 90.83

การวิเคราะห์ข้อมูล

1.ข้อมูลเกี่ยวกับแรงจูงใจและความพึงพอใจในการทำงานของครู-อาจารย์ วิเคราะห์โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย (x) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบสมมติฐาน โดยนำค่าเฉลี่ยมาเปรียบเทียบกับความหมายของคะแนนที่กำหนดไว้

2.การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับความพึงพอใจในการทำงานของ ครู-อาจารย์วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (multiple regression analysis)

สรุปผลการวิจัย

1.ระดับแรงจูงใจในการทำงานของครู-อาจารย์ในโรงเรียนประถมศึกษาอยู่ใน ระดับปาน กลาง (ค่าเฉลี่ย 3.42) เมื่อจำแนกตามองค์ประกอบแรงจูงใจปรากฎว่า ครู- อาจารย์ในโรงเรียน ประถมศึกษามีแรงจูงใจในการทำงานจากองค์ประกอบกระตุ้นอยู่ ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.53)และ จากองค์ประกอบค้ำจุนอยู่ในระดับปานกลาง (ค่า เฉลี่ย 3.33)

2. ระดับความพึงพอใจในการทำงานของครู-อาจารย์ในโรงเรียนประถมศึกษาอยู่ ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.66)

3. แรงจูงใจในการทำงานจากองค์ประกอบกระตุ้นและจากองค์ประกอบค้ำจุนมี ความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในการทำงานของครู-อาจารย์ในโรงเรียนประถม ศึกษาโดยองค์ประกอบด้านแรงจูงใจสามารถอธิบายความแปรปรวนความพึงพอใจ ได้เป็นร้อยละ 32 (R=.5679, R2=.3225) และพบว่าแรงจูงใจในเรื่องลักษณะของงานที่ ทำ เงินเดือน การนิเทศงาน ความสำเร็จของงานและความรับผิดชอบ เป็นตัวพยากรณ์ ความพึงพอใจในการทำงานได้ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .01 ดังสมการพยากรณ์ต่อ ไปนี้

ความพึงพอใจในการทำงาน = .29072 (ลักษณะของงาน)+.25663 (เงินเดือน) +.14286 (การนิเทศงาน) +.17824 (ความสำเร็จของงาน) .11379 (ความรับผิดชอบ)

ข้อเสนอแนะ

1. การสร้างแรงจูงใจจากองค์ประกอบกระตุ้น ผู้บริหารควรสร้างแรงจูงใจดังนี้

1.1จัดให้มีแผนปฏิบัติงานของโรงเรียน โดยคณะครูตั้งเป้าหมายและวางแผน ร่วมกับฝ่ายบริหาร มีการติดตามประเมินผล การมอบหมายงานควรมอบให้เหมาะสม กับครูตามลักษณะงานที่ครูสนใจและมีความถนัดเป็นงานที่ท้าทายความสามารถของ ครูเมื่อครูทำงานเสร็จควรมีการยกย่องชมเชยและเผยแพร่งานต่อไป

1.2สนับสนุนให้ผู้ร่วมงานก้าวหน้ามากที่สุด อาจเป็นเรื่องเงินเดือนการเลื่อน ตำแหน่ง หน้าที่ การศึกษาต่อ การอบรมและดูงาน การจัดทำผลงานทางวิชาการและ จัดหาเอกสารต่าง ๆ ให้ ครูได้ศึกษา

2. การสร้างแรงจูงใจจากองค์ประกอบค้ำจุน ควรดำเนินการดังนี้

2.1 เงินเดือน ควรมีการปรับเงินเดือนให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ การ พิจารณาความดีความชอบ เลื่อนเงินเดือนควรทำอย่างยุติธรรม ควรจัดสวัสดิการต่าง ๆ ให้เพียงพอรวดเร็วและเหมาะสมกับค่าครองชีพในปัจจุบัน

2.2 จัดให้มีการนิเทศการศึกษาหลาย ๆ รูปแบบ มีการกำกับติดตามอย่างเป็น ระบบ ทั้งนี้ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องพัฒนาตนเองให้มีความรู้ เป็นผู้นำทางวิชาการ สามารถจะแนะนำ ช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ครูในโรงเรียนได้

2.3 สร้างมนุษย์สัมพันธ์อันดีในหน่วยงาน โดยตระหนักว่าครูทุกคนมีความ สำคัญต่อความ สำเร็จของโรงเรียน มีการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์หลายรูปแบบ เพื่อให้ เกิดความสามัคคีระหว่าง ครูกับครูและครูกับนักเรียน

2.4 จัดสถานที่ทำงานอย่างเหมาะสม มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีวัสดุ อุปกรณ์ในการทำงานเพียงพอ มีที่พักผ่อนและออกกำลังกายสำหรับนักเรียน ควรจัด ให้มีห้องพักสำหรับครูได้อยู่ร่วมกัน เพื่อใช้สำหรับปรึกษาหารือในกิจการของนัก เรียนหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ