S207  [3512013] 

การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสนใจในการเรียน กลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากการสอน โดยใช้สื่อแบบเรียนเล่มเล็กเชิงวรรณกรรมกับการสอนโดยใช้สื่อใบงาน

ผู้ทำวิจัย  นางสาวทัศนี โชติพฤฒิพงศ์ 
ตำแหน่ง อาจารย์ 1 ระดับ 4
สถานที่ทำงาน โรงเรียนสามัคคีวิทยา ต.หนองจิก อ.คีรีมาศ   จ.สุโขทัย 

ระยะเวลาในการวิจัย

สิงหาคม 2534-มกราคม 2535

ประเภทของงานวิจัย

วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

ความเป็นมา

การจัดการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาเป็นการจัดที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ ความ สามารถขั้นพื้นฐานให้คงสภาพอ่านออกเขียนได้ คิดคำนวณได้ ประกอบอาชีพ ตามควรแก่วัยและความสามารถได้ สามารถดำรงตนเป็นพลเมืองดีในระบอบปกครอง แบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ดังนั้นในการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนจึงได้จัดมวลประสบการณ์ที่จัดให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มี 5 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 กลุ่มทักษะที่เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ประกอบด้วยภาษาไทยและ คณิตศาสตร์

กลุ่มที่ 2 กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ว่าด้วยกระบวนการแก้ไขปัญหาของ ชีวิตและ สังคมโดยเน้นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อความดำรงอยู่และ การดำเนินชีวิตที่ดี

กลุ่มที่ 3 กลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัย ว่าด้วยกิจกรรมที่เกี่ยวกับการสร้างเสริม นิสัย ค่านิยม เจตคติและพฤติกรรม เพื่อนำไปสู่การมีบุคลิกภาพที่ดี

กลุ่มที่ 4 กลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพ ว่าด้วยประสบการณ์ทั่วไปในการทำงาน และ ความรู้พื้นฐานในการประกอบอาชีพ

กลุ่มที่ 5 กลุ่มประสบการณ์พิเศษ ว่าด้วยกิจกรรมตามความสนใจของผู้เรียน สำหรับกลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพเป็นกลุ่มประสบการณ์ที่มุ่งให้ผู้เรียนมี ความรู้ความ สามารถ ค่านิยม และนิสัยรักการทำงาน เพื่อเป็นพื้นฐานในการประกอบ อาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ มีความขยันอดทน ประหยัด ซื่อสัตย์ รู้จักพึ่งตนเองและ มุ่งมั่นในการทำงานให้ได้ผลสำเร็จตามจุดประสงค์ แสวงหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ และสามารถนำความรู้จากการเรียนการสอนไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิตได้ ตามควรแก่วัยและความสามารถ งานที่กำหนดให้เรียนรู้ประกอบ ด้วย งานบ้าน งาน เกษตร งานประดิษฐ์และงานช่าง การจัดกระบวนการเรียนการสอนมุ่งให้ผู้เรียนได้ลง มือปฏิบัติศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองโดยให้นักเรียนเป็นผู้แสดง ครูจะเป็นเพียงผู้กำกับ การ แสดงให้ดำเนินกิจกรรมให้ถูกต้อง มีความสามารถในการค้นหาความรู้ สรุป และ ตัดสินใจเองได้ กระบวนการเรียนการสอนจะบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับครูเป็นสำคัญ เพราะครูเป็นผู้ใช้หลักสูตรและดำเนินการเรียนการ สอน ครูจะทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ แนวความ คิด และหน้าที่อื่น ๆ เพื่อส่งเสริม พัฒนาการแก่ผู้เรียน แต่จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการเรียนการสอนกลุ่มการงาน และพื้นฐานอาชีพ พบว่าครูไม่สามารถสอนได้ครบเนื้อหา เนื่องจากหลักสูตรอธิบาย กิจกรรมไว้ไม่ชัดเจน ครูไม่สามารถทำตามได้ บางเนื้อหาไม่แนะนำกิจกรรมเป็นแนว ทางให้เลย ครูขาดความรู้พื้นฐานเรื่องการงานและอาชีพ ขาดความถนัดและยังไม่เขัา ใจหลักสูตรดีนัก นอกจากนี้ครูยังมีเจตคติที่ไม่ดีต่อกลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพ ขาดความสนใจที่จะศึกษาหาความรู้ เพิ่มเติมในด้านพื้นฐานการงานและอาชีพ และครู ส่วนใหญ่ไม่มีเวลาผลิตสื่อการเรียนการสอน และ ขาดการสร้างสื่อที่มีคุณภาพเพื่อจูง ใจผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ เนื่องจากสื่อการเรียนการสอนเป็น เครื่องมือสำคัญที่ช่วย ให้การเรียนการสอนดำเนินการไปได้ด้วยดี และมีประสิทธิภาพเป็นไปตามจุด ประสงค์ที่ตั้งไว้ สื่อการเรียนการสอนมีความสำคัญต่อการเรียนการสอน คือ

1. ช่วยสร้างรากฐานที่เป็นรูปธรรมขึ้นในแนวความคิดของผู้เรียน

2. ทำให้ผู้เรียนมีความสนใจการเรียนรู้มากขึ้น

3. เป็นรากฐานในการพัฒนาการเรียนรู้ และช่วยความทรงจำอย่างถาวร ผู้เรียน นำ ประสบการณ์เดิมไปสัมพันธ์กับประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้

4. ช่วยให้ข้อเท็จจริงแก่ผู้เรียน ช่วยกระตุ้นความกระหายใคร่รู้และทำให้เกิดความ อยาก ทดลองหรือปฏิบัติตาม

5. ช่วยให้ผู้เรียนได้มีพัฒนาการด้านความรู้

6. ช่วยเสริมทักษะในการอ่านและเสริมสร้างความเข้าใจในความหมายของคำ ใหม่ ๆ มากขึ้น

ดังนั้น สื่อการเรียนการสอนจึงเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดของการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอน การใช้สื่อการเรียนการสอนจึงมีความจำเป็นมาก ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ผลิต และผู้นำมาใช้มากขึ้น สนั่น ปัทมะทินกล่าวว่าผู้สอนจำเป็นต้องพยายามหาลู่ทางที่จะ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีทักษะ สามารถ ทำอะไรได้จริง ๆ ตามความมุ่งหมาย โดยรวดเร็วที่สุดและตรึงอยู่ในความทรงจำได้อย่างถาวร ใน การสร้างเสริมความรู้และทักษะให้แก่ผู้เรียนนั้นผู้สอนจะสร้างด้วยคำพูดแค่อย่างเดียวย่อมไม่ได้ผล เป็น ธรรมดา ผู้สอนจำเป็นต้องใช้สื่อการเรียนการสอนเข้าช่วยประกอบการสอนด้วย ในปัจจุบันการใช้สื่อการเรียนการสอนที่จำเป็นในการสอนกลุ่มการงานและพื้น ฐานอาชีพ ได้แก่ ใบงาน ใบความรู้ เครื่องมือเครื่องใช้ ของจริง ของจำลอง วัสดุ รูป ภาพ แผนภูมิและเอกสารสิ่งพิมพ์ สำหรับใบงานที่ใช้ในกลุ่มประสบการณ์นี้จัดได้ว่า เป็นสื่อประเภทหนึ่งที่ได้รับความสนใจและเป็นที่นิยมใช้อย่างกว้างขวาง ซึ่งมีลักษณะ เป็นแบบพิมพ์ที่กล่าวถึงวิธีการและลำดับขั้นตอน ในการทำงานจนกระทั่งสำเร็จงาน ใช้ในการฝึกทำงานภาคปฏิบัติโดยเน้นให้นักเรียนได้ปฏิบัติงาน ด้วยตนเอง ครูเป็นผู้ ให้คำแนะนำบางโอกาส จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับใบงานพบว่ามีข้อบกพร่อง ดังนี้

1. นักเรียนบางคนไม่ชำนาญการอ่านข้อเขียน จะไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร

2. ขาดกระบวนการกลุ่ม เพราะนักเรียนเรียนคนเดียว

3. นักเรียนทำตามแบบเพียงอย่างเดียว ไม่มีความคิดริเริ่ม

4. ถ้าใช้กับนักเรียนที่ไม่มีความพร้อมทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความสามารถใน การปฏิบัติ งานตามขั้นตอน

นอกจากนี้ ผลการวิจัยพบว่า การใชัใบงานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ เรียนโดยวิธีให้เลือกใบงานกับที่เรียนโดยวิธีการใช้ใบงานตามปกติ ปรากฎว่าผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่แตกต่างกัน แสดงให้เห็นว่าการสร้างใบงานกับการใช้ใบงาน ตามปกติมีคุณภาพเท่าเทียมกัน ดังนั้น ผู้วิจัยมีความสนใจในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ สื่อการเรียนการสอนที่สามารถนำมาแก้ไขข้อบก พร่องของใบงานที่ใช้ในกลุ่มการ งานและพื้นฐานอาชีพเพื่อทำให้คุณภาพการเรียนการสอนสูงขึ้น ซึ่ง สื่อการเรียนการ สอนดังกล่าวนี้ คือ แบบเรียนเล่มเล็กเชิงวรรณกรรมที่นับว่าเป็นสื่อการเรียนการ สอนอย่างหนึ่งที่สร้างขึ้นเพื่อสนองการเรียนรู้ตามความคิดรวบยอดแต่ละความคิด รวบยอด และจุดประสงค์การเรียนรู้แต่ละจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในหลัก สูตรโดยตรงโดยเสริมพลังสื่อด้วย การสร้างเนื้อหา (Content) แก่นสาร (Theme) และ ข้อมูลหลักฐาน (Fact) ในประเภทหรือ อรรถลักษณะ (Genre) ของแบบเรียนเชิง วรรณกรรมเร้าใจและจูงใจซึ่งทำให้ผู้เรียนสนใจในการเรียนและเกิดการเรียนรู้ได้ดียิ่ง ขึ้นโดยเฉพาะอรรถลักษณะนั้นเป็นกระบวนการคิดที่สอดคล้อง กับหลักสูตรฉบับ ปรับปรุงใหม่อย่างชัดเจน เช่น อรรถลักษณะประเภทวิธีการ (Procedure) จะแนะแนว ทางกระบวนการคิดเป็นขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1 ตั้งเป้าหมาย

ขั้นที่ 2 เครื่องมือวัสดุอุปกรณ์

ขั้นที่ 3 การวางแผน

ขั้นที่ 4 ลำดับวิธีการดำเนินการ

ขั้นที่ 5 ผลผลิตที่เกิดขึ้น (Output)

แบบเรียนเล่มเล็กเชิงวรรณกรรมดังกล่าวนี้มีคุณลักษณะของเทคโนโลยีที่เหมาะ สม (Appropriate Technology) คือ

1. เป็นสื่อที่จี้จุดเน้นและชี้นำความคิดรวบยอดและจุดประสงค์การเรียนรู้ได้อย่าง แจ่มแจ้งชัดเจน

2. เป็นสื่อเล็ก ๆ ที่มีลักษณะเป็นบูรณาการส่วนย่อ (Miniature Integration) พอ เหมาะกับการพัฒนาความคิดรวบยอดย่อยตามช่วงความสนใจของเด็กระดับประถม ศึกษา

3. เป็นสื่อระดับชาวบ้านที่ครูและผู้เรียนสามารถสร้างขึ้นใช้พัฒนาตนเอง พึ่งตน เองโดย ไม่ต้องผ่านและผูกพันกับกระบวนการพิมพ์ที่ลงทุนสูง

4. เป็นสื่อที่สามารถสร้างขึ้นและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นทั้งใน เมืองและ ชนบท เป็นทั้งการสร้างงานสอนในชนบทและการสนองแนวทางจัดหลัก สูตรของประเทศไทยที่มีจุดเน้นหลักสูตรท้องถิ่นที่จะเริ่มประกาศใช้ตั้งแต่พุทธศักราช 2534 เป็นต้นไป

5. เป็นสื่อปวงชนสามารถสร้างขึ้นสนองความต้องการทางเรียนการสอนได้ครอบ คลุมทุก พื้นที่ของโรงเรียนทั่วประเทศ อยู่ในขีดความสามารถของโรงเรียนทุก โรงเรียนทุกระดับที่จะสร้าง ขึ้นและมีสื่อนี้ใช้ได้เท่าเทียมกัน

6. เป็นสื่อที่สามารถผลิตขึ้นใช้ได้ทันเหตุการณ์ควบคู่กับแผนการสอนภาคปฏิบัติ ในห้องเรียน เป็นการขจัดปัญหาการขาดแคลนสื่อการเรียนการสอนซึ่งเคยเกิดขึ้นเป็น ประจำ

7. เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ขนาดเล็ก (32 หน้ายก) โครงสร้างไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการผลิต และ การใช้สื่ออยู่ในความสามารถของท้องถิ่นที่จะสร้างขึ้นได้ด้วยตนเอง โดยจัดเป็น กิจกรรมการเรียน การสอนผสมผสานที่จะกระตุ้นให้นักเรียนพัฒนาการเรียนรู้ด้วยตน เอง

8. แบบเรียนเล่มเล็กเชิงวรรณกรรมนี้ใช้ทดแทนสื่ออื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขาดแคลน ได้ทุก โอกาส เป็นการขจัดช่องว่างหรือจุดบอดในระบบถ่ายโยงการเรียนรู้แม้จะมี ประสิทธิภาพด้อยกว่าสื่อเทคโนโลยีระดับสูงที่สูงกว่าก็ตาม จากเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะสร้างและทดสอบประสิทธิภาพของ แบบเรียนเล่มเล็กเชิงวรรณกรรมเพื่อนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนเปรียบเทียบกับ สื่อใบงานในการเรียน การสอนกลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพ เพื่อให้การวิจัยครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการเรียนการสอน ผู้วิจัยยังคิดเห็นว่าในระดับชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 นั้นเป็นวัยเด็กช่วงแรกที่หลักสูตรประถม ศึกษา พุทธศักราช 2521 เน้น การเรียนกลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพโดยเฉพาะงานบ้านที่เป็นงาน ในกลุ่มประสบ ประการณ์นี้ที่ใกล้ตัวผู้เรียนมากที่สุด ดังนั้น ผู้วิจัยจึงตัดสินใจศึกษางานบ้าน เรื่องการ ประกอบปรุง และจัดอาหาร

วัตถุประสงค์

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความ สนใจใน การเรียนกลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเปรียบเทียบความ สนใจในการเรียนกลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพของนักเรียน ชายกับนักเรียนหญิงที่ได้รับการสอน โดยใช้สื่อแบบเรียนเล่มเล็กเชิงวรรณกรรมกับ สื่อใบงาน

วิธีดำเนินการวิจัย

กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2534 โรงเรียนบ้านโตนด (คีรีมาศวิทยา) อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย จำนวน 2 ห้องเรียน ซึ่งได้มาจากวิธีเจาะจง แล้วสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับสลากอีกครั้งหนึ่งให้เป็นกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 26 คน (ชาย 13 คนหญิง 13 คน) กลุ่มทดลองได้รับ การสอนโดยใช้สื่อแบบเรียนเล่มเล็กเชิงวรรณกรรม กลุ่มควบคุมได้รับการสอนโดย ใช้สื่อใบงาน โดยผู้วิจัยทำการสอนเองทั้งสองกลุ่ม ใช้เวลาในการสอนกลุ่มละ 60 คาบ คาบละ 20 นาที แบบแผนในการทดลองครั้งนี้คือ Nonrandomized Control Group Pretest-Posttest Design การวิเคราะห์ข้อมูล โดย ใช้สถิติ t-test Independent

สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ

ผลการวิจัย

1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ ระดับ .05

2. ความสนใจในการเรียนของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ ระดับ .01

3. ในกลุ่มทดลอง ก่อนสอนควรสนใจในการเรียนของนักเรียนหญิงสูงกว่านัก เรียนชาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังสอนความสนใจในการเรียนของ นักเรียนหญิงสูงกว่านักเรียนชายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

4. ในกลุ่มควบคุม ก่อนสอนความสนใจในการเรียนของนักเรียนหญิงสูงกว่านัก เรียนชาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังสอนความสนใจในการเรียนของ นักเรียนหญิงสูงกว่านักเรียนชายอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

ข้อเสนอแนะ

1. ข้อเสนอแนะในด้านการเรียนการสอน การสอนโดยใช้สื่อแบบเรียนเล่มเล็กเชิงวรรณกรรมทำให้นักเรียนเกิดการถ่าย โยง การเรียนรู้ ดังนั้น ควรนำสื่อแบบเรียนเล่มเล็กเชิงวรรณกรรมไปเผยแพร่ให้ครู ทดลองนำไปใช้ใน การเรียนการสอนกลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพ กลุ่มสร้างเสริม ประสบการณ์ชีวิต และกลุ่มทักษะภาษาไทยเพื่อใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอน ต่อไป

2. ข้อเสนอแนะในด้านการวิจัยครั้งต่อไป

2.1 แบบเรียนเล่มเล็กเชิงวรรณกรรมทำเป็นครั้งแรก ลักษณะเนื้อหาเชิง วรรณกรรม ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าได้มีการปรับปรุงคุณลักษณะทางวรรณกรรมให้ดียิ่งขึ้น เชื่อว่าจะเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพ สูงกว่างานวิจัยที่ทำมาแล้ว

2.2 แบบเรียนเล่มเล็กเชิงวรรณกรรมในงานวิจัยครั้งนี้ ใช้อรรถลักษณะ (Genre) ประเภทวิธีการ (Procedure) จึงควรทดลองวิจัยสร้างสื่อนี้ โดยใช้อรรถลักษณะอย่าง อื่นบ้างเช่น อรรถลักษณะประเภทจินตนาการ (Narrative) อรรถลักษณะการอธิบาย เหตุ-ผล (Explanation) ฯลฯ จะทำให้สื่อนี้ใช้ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

2.3 ในการทำวิจัยครั้งต่อไป ควรมีการศึกษาถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ ความ สนใจในการเรียนกลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพแขนงงานอื่นๆ กลุ่มสร้าง เสริมลักษณะนิสัย กลุ่มทักษะคณิตศาสตร์และกลุ่มประสบการณ์พิเศษที่มีสื่อเป็น แบบเรียนเล่มเล็กเชิงวรรณกรรม

2.4 ควรศึกษาตัวแปรตามอื่น ๆ ในการทำวิจัยครั้งต่อไป เช่น แรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิ์ ความคงทนในการเรียนรู้ และเจตคติในการเรียน ฯลฯ

2.5 ควรทดลองใช้สื่อแบบเรียนเล่มเล็กเชิงวรรณกรรมเป็นสื่อประกอบหรือสื่อ เสริม ในสื่อนวัตกรรมอื่น ๆ ได้ เช่น ศูนย์การเรียน ชุดการสอน ชุดการสอนซ่อมเสริม ฯลฯ