S008

[3711088]

การศึกษาผลงานฝึกอบรมการเสริมสร้างประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ใน
หน่วยงานทางการศึกษา : The Study on Training in Improve Performance of the Educational Officials

ผู้ทำการวิจัย  นายเนาวรัตน์ สวัสดี 
ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองตรวจสอบและทะเบียนประวัต    
สถานที่ทำงาน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู
โทรศัพท์ 280-1029
โทรสาร 280-1029
ผู้ร่วมงาน  นางสาวแสงทอง พากษ์สุขี นายสุบรรณ ไชยศิริโชติ นางสาวปรียานุช ศรีศิลา 

ระยะเวลาในการวิจัย

ตุลาคม 2536-กันยายน 2537

ประเภทของงานวิจัย

ผลงานวิจัยของกองตรวจสอบและทะเบียนประวัติ สำนักงาน คณะกรรมการข้าราชการครู

ความเป็นมา

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ.2523 ได้กำหนดให้ ก.ค. ซึ่งเป็น องค์กรกลางในการบริหารงานบุคคล มีหน้าที่กำกับดูแลการบริหารงานบุคคลสำหรับ ข้าราชการครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งหน่วยงานการบริหารงานบุคคลประกอบ ด้วย กรม อ.ก.ค.กรม และ อ.ก.ค.จังหวัด สำนักงาน ก.ค.จึงเป็นหน่วยงานปฏิบัติสูงสุด ซึ่งทำหน้าที่เลขานุการให้กับองค์คณะบุคคลใน ก.ค.และอ.ก.ค.วิสามัญคณะต่าง ๆ โดยเป็นผู้สอนข้อมูลและแนวทางเกี่ยวกับการออกกฎหมาย กฎ ระเบียบและหลัก เกณฑ์ต่างๆ ในการปฏิบัติรวมทั้งส่งผ่านไปสู่หน่วยปฏิบัติอื่นๆ เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อถือปฏิบัติซึ่งการปฏิบัติงานตามกฎหมาย กฎ ระเบียบและหลักเกณฑ์ต่างๆ อาจมี การเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากเจตนารมย์ตามข้อกำหนดอันจะนำไปสู่ความผิดพลาด และทำให้เกิดความเบี่ยงเบนไปในทางที่ไม่ถูกต้องไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ก.ค .จึงมีมาตรการตรวจสอบการบริหารงานบุคคลขึ้นเป็นขั้นตอนสุดท้าย หน่วยงานดัง กล่าว ได้แก่ กองตรวจสอบและทะเบียนประวัติ กองตรวจสอบและทะเบียนประวัติ มี หน้าที่หลัก ได้แก่ การพิจารณาคำขออนุมัติการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูกรณี ต่าง ๆ การตรวจสอบคำสั่งต่างๆ ในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูให้เป็นไป ตามกฎหมายและรักษาทะเบียนประวัติข้าราชการครู ตลอดจนการนิเทศ การบริหาร งานบุคคลและประสานงานกับหน่วยงานทางการศึกษาและกรมในการบริหารงาน บุคคลสำหรับข้าราชการครูให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู

จากการตรวจสอบผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ของ ก.ค. ที่ผ่านมาพบว่าการดำเนิน งานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานการเจ้าหน้าที่มีข้อผิดพลาดหลาย ประการ เช่น ออกคำสั่งโดยอ้างกฎหมาย มติและหลักเกณฑ์ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบ ถ้วน ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.กำหนด การส่งคำขอให้ ก.ค.พิจารณา ส่งเอกสารหลักฐานไม่ครบถ้วน อันน่าจะเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานการเจ้า หน้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ขาดความเข้าใจ ขาดประสบการณ์ ขาดความ ชำนาญงานและขาดการประสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทีมงานและหน่วยงานทำให้เกิด ความสับสนในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ประกอบกับมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูอยู่ถึง 162 หน่วยงาน ได้แก่ หน่วย งานการเจ้าหน้าที่ของกรม 10 กรม สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด 76 จังหวัดและ สำนักงานสามัญศึกษาจังหวัด 76 จังหวัด จึงจำเป็นที่จะต้องให้หน่วยงานดังกล่าว ปฏิบัติงานการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูเป็นไปอย่างถูกต้อง ในแนวทาง เดียวกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับข้าราชการครู กองตรวจสอบและทะเบียน ประวัติได้ตระหนักถึงความสำคัญของการที่จะรักษาผลประโยชน์ของข้าราชการครู จึงจัดทำโครงการฝึกอบรมการเสริมสร้างประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในหน่วยงานทางการศึกษาขึ้น ดังนั้น จึงควรดำเนินการศึกษาผลการฝึกอบรมการ เสริมสร้างประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหนาที่ในหน่วยงานการศึกษา เพื่อที่จะ ได้นำผลที่ได้จากการศึกษามาปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาให้การดำเนินงานเกี่ยวกับการ บริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

วัตถุประสงค์

1. เพื่อเปรียบเทียบผลของคะแนนก่อนเข้ารับการฝึกอบรมกับผลของคะแนนหลัง การเข้ารับการฝึกอบรมจากแบบทดสอบประกอบการประชุมฝึกอบรม

2. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานทางการศึกษาที่เข้ารับการฝึก อบรม

วิธีดำเนินการวิจัย

ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ซึ่งเป็นเจ้า หน้าที่ในหน่วยงานทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่ง ชาติและสังกัดกรมสามัญศึกษาจากจุดฝึกอบรม รวมทั้งสิ้น 9 จุดฝึกอบรม ซึ่งมีผู้เข้า รับการฝึกอบรม จำนวนทั้งหมด 769 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

1. แบบทดสอบ เป็นข้อสอบมาตรฐานโดยผ่านการวิเคราะห์ข้อสอบเป็นรายข้อ ด้วยการหาค่าอำนาจจำแนก (discrimination power:r) และระดับความยาก (item difficulty:p) แล้วและมีค่าความเที่ยง (reliability)เป็น 0.70 โดยคำนวณจากสูตร Kuder Richardson 20 (KR-20)

2. แบบสอบถามเป็นแบบประเมินค่า (rating scales) การเลือกตอบ(check list) และแบบสอบถามปลายเปิด (open-ended) โดยให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน ตรวจ สอบความตรงตามเนื้อหา (content validity)

วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล

คณะผู้วิจัยได้เดินทางไปเก็บรวบรวมข้อมูลพร้อมกับคณะดำเนินงานของ โครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพการปฏิบัติงานการบริหารงานบุคคลสำหรับข้า ราชการครูปีงบประมาณ 2537 จัดการอบรมขึ้น 9 จังหวัด ๆ ละ 1 จุดฝึกอบรม รวมทั้ง สิ้น 9 จุดฝึกอบรม มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมทั้งหมด จำนวน 769 คน ได้รับแบบทดสอบ ก่อน-หลังการฝึกอบรมกลับคืนมาทั้งสิ้น จำนวน 734 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 95.4 และ ได้รับแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการฝึกอบรมการเสริมสร้างประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานการศึกษา กลับคืนมาทั้งสิ้น จำนวน 685 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 89.1

การวิเคราะห์ข้อมูล

1. การเปรียบเทียบผลของคะแนนก่อนเข้ารับการฝึกอบรมกับผลของคะแนนหลัง การเข้ารับการฝึกอบรมจากแบบทดสอบประกอบการประชุมฝึกอบรมจะวิเคราะห์ โดยหาค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าที (T-test)

2. การศึกษาความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานทางการศึกษาที่เข้ารับการฝึก อบรมจะวิเคราะห์โดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X) และส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน (S.D.)

สรุปผลการวิจัย

1. สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม

1.1 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง

1.2 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 31-40 ปี

1.3 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่มีอายุราชการระหว่าง 16-20 ปี

1.4 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถม ศึกษาแห่งชาติ

1.5 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่มีวุฒิปริญญาตรี

1.6 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งบุคลากร

1.7 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่มีอายุราชการของการดำรงตำแหน่งใน ปัจจุบันระหว่าง 1-5 ปี

1.8 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่เป็นข้าราชการระดับ 6

1.9 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานในหน้าที่ ปัจจุบันระหว่าง 1-5 ปี

2. ผลของคะแนนทดสอบของผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลังจากเข้ารับการฝึกอบรม สูงกว่าผลของคะแนนก่อนเข้ารับการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไป ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้และมีค่าเฉลี่ยหลังการฝึกอบรมเพิ่มขึ้น 15.16 ของคะแนนเต็ม ซึงเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด

3. ผลการศึกษาความคิดเห็นของผู้เข้ารับการฝึกอบรม

3.1 เกี่ยวกับเนื้อหาในหลักสูตรการฝึกอบรม

ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความคิดเห็นว่าเนื้อหาในหลักสูตรเป็นประโยชน์ต่อ การปฏิบัติงานในแต่ละหัวข้ออยู่ในระดับมากทุกข้อ และถ้าพิจารณาเกี่ยวกับความเพียงพอของเนื้อหาพบว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าทุกหัวข้อใน หลักสูตรการฝึกอบรมมีเนื้อหาเพียงพอต่อการปฏิบัติงาน

3.2 เกี่ยวกับการจัดการฝึกอบรม

3.2.1 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการสนับสนุนของหน่วย งานอยู่ในระดับดีทุกด้าน โดยเฉพาะได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากผู้บังคับบัญชาให้ เข้ารับการฝึกอบรม การได้รับทราบและเข้าใจวัตถุประสงค์ของการจัดการฝึกอบรม และได้ทราบรายละเอียดของการจัดการฝึกอบรมในครั้งนี้อย่างชัดเจน

3.2.2 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเดินทางและสถานที่อยู่ ในระดับดีทุกด้าน โดยเฉพาะความเหมาะสมของสถานที่ที่ใช้ในการจัดการฝึกอบรม ความสะดวกในการเดินทางระหว่างที่พักกับสถานที่ที่จัดการฝึกอบรม และความ พร้อมของระบบแสงเสียง

3.2.3 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความคิดเห็นเกี่ยวกับวันและเวลาในการจัดการ ฝึกอบรมอยู่ในระดับดีทุกด้าน โดยเฉพาะความเหมาะสมของตารางกำหนดการ จัดการฝึกอบรม ความเหมาะสมของช่วงเวลาที่ใช้ในการจัดการฝึกอบรม และความ เหมาะสมของระยะเวลาที่ใช้ในการฝึกอบรม

3.2.4 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบรรยากาศในการฝึกอบรม อยู่ในระดับดี ในด้านบรรยากาศในการจัดการฝึกอบรมมีความเป็นกันเอง การดำเนิน รายการเป็นไปตามตารางกำหนดการและเวลาที่กำหนด และบรรยากาศของการฝึก อบรมเหมาะสม ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของผู้เข้า รับการฝึกอบรมอยู่ในระดับปานกลาง

3.2.5 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริการอยู้ในระดับดีทุก ด้านโดยเฉพาะการให้คำปรึกษาหารือของวิทยากรนอกระยะเวลาบรรยาย ความเหมาะ สมของเอกสารที่ใช้ประกอบการฝึกอบรม การต้อนรับและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ ผู้เข้ารับการฝึกอบรม

3.2.6 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบรรยายของวิทยากรอยู่ ในระดับดีทุกด้าน โดยเฉพาะความรอบรู้ในเนื้อหาที่บรรยาย ความเป็นกันเองและการ เตรียมพร้อมเนื้อหา

3.2.7 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการ ฝึกอบรมอยู่ในระดับมากทุกด้านโดยเฉพาะเป็นการพัฒนาบุคลากรและพัฒนางานให้ มีประสิทธิภาพ ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับเพิ่มขึ้นและความสามารถในการนำ ความรู้ที่ได้รับไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง

ข้อเสนอแนะ

1. สำนักงาน ก.ค.ควรแจ้งสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ และกรมสามัญศึกษา ให้จัดทำแผนงานหลังโครงการอบรมไว้ด้วยในแต่ละปีงบ ประมาณ เพื่อจัดส่งบุคลากรเข้าอบรมตามโครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพการ บริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูเพื่อให้การอบรมบุคลากรเป็นไปตามแผนงาน และเพื่อลดปัญหาการไม่มีงบประมาณเบิกจ่ายในการจัดอบรมหรือการส่งเจ้าหน้าที่ไป อบรมร่วมกับจังหวัดอื่น

2. สถานที่จัดการฝึกอบรม ควรเป็นสถานที่ที่มีความสะดวกทั้งในด้านการเดิน ทางและอุปกรณ์ในการฝึกอบรมเป็นระบบเสียง รวมทั้งที่พักของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ควรเป็นสถานที่เดียวกันกับสถานที่จัดการฝึกอบรม

3. ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ควรเป็นกลุ่มบุคลากรเดียวกันเพราะหากผู้เข้ารับการฝึก อบรมมีตำแหน่งต่างกลุ่มกันจะมีผลต่อการบรรยายของวิทยากร และจำนวนผู้เข้ารับ การฝึกอบรมควรมีจำนวนไม่มากหรือน้อยเกินไป กลุ่มที่เหมาะสมควรมีจำนวนผู้เข้า รับการฝึกอบรมประมาณ 70-100 คน

4. การมีส่วนร่วมของผู้เข้ารับการฝึกอบรมขณะทำการฝึกอบรม หากวิทยากรได้ จัดกิจกรรมการฝึกอบรมในรูปแบบของการแบ่งกลุ่มอภิปรายด้วย เช่น ศึกษากรณี ตัวอย่าง และอภิปรายหาข้อยุติร่วมกัน จะทำให้การฝึกอบรมมีความเข้มมากขึ้น

5. การจัดการฝึกอบรมตามโครงการนี้ควรจัดในจังหวัดต่าง ๆ หมุนเวียนกันไป อย่างน้อยจังหวัดละ 1 ครั้ง ทั้งนี้เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรแต่ละจังหวัดได้เข้า รับการอบรม รวมทั้งบุคลากรในระดับอำเภอด้วยเพื่อเป็นการเสริมสร้างประสิทธิภาพ ในการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ทุกระดับ

6. การบริการของหน่วยจัดฝึกอบรมนั้น ได้แก่ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด และสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัด หากได้มีการเตรียมพร้อมทั้งทางด้านสถานที่พัก ยานพาหนะและสถานที่ฝึกอบรมเป็นอย่างดี รวมทั้งการบริหารต่าง ๆ เช่น จัดให้มี อาหารกลางวันแก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะเป็นสิ่งที่ดียิ่งทั้งนี้เพื่อเป็นการอำนวนความ สะดวกและทำให้การฝึกอบรมเป็นไปตามที่กำหนดไว้ และเป็นการสร้างบรรยากาศที่ ดีในการฝึกอบรมด้วย